มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์
ตุลาคม 13, 2009
สวัสดีค่ะ…ทุกครั้งที่มาพบกัน ผู้เขียนจะพยายามหาข้อมูลและความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่รู้ลึกและรู้จริงกับเรื่องที่น่าสนใจกัน และในฉบับนี้ก็เช่นกันค่ะ คงไม่มีเรื่องใดน่าสนใจไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจบ้านเราอีกแล้ว เราทุกคนต่างมีคำถามเพื่อรอคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมากมาย วันนี้เราอาจจะได้คำตอบที่ตรงใจหลายข้อ เพราะผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงจากเพชรในวงการเศรษฐศาสตร์ เพราะท่านนอกจากจะเป็นอาจารย์สอนคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ในขณะเดียวกันก็สวมบทบาทการเป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดีกรีระดับนี้จะช้าอยู่ทำไมค่ะ ติดตามจากคอลัมน์นี้เลยค่ะ
Q1: ท่านอาจารย์ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาสักเล็กน้อยได้ไหมค่ะ ว่าทำไมถึงเลือกเดินบนเส้นทางเศรษฐศาสตร์ จนกลายเป็นที่ยอมรับกันในสังคมปัจจุบันนี้ค่ะ?
เส้นทางสายเศรษฐศาสตร์นั้น ความจริงไม่ได้เลือก เนื่องจากตอนนั้นจะมีการสอบชิงทุนต่างๆ ก็ดูว่าสาขาใดบ้างที่เขาให้ทุน ซึ่งอาจารย์ก็เป็นนักล่าทุนอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีการแนะแนวการศึกษาเหมือนสมัยนี้ ข้อมูลใดๆ จึงไม่ค่อยมี ตอนนั้นมีเพียง 2 ทุน คือ วิศวกรรมศาสตร์ และ เศรษฐศาสตร์ จึงเลือกทุนเศรษฐศาสตร์ เพราะดูไม่น่ากลัว และน่าจะเรียนไหว ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจเลือก ไม่ใช่แค่ชอบแต่เรียกว่ารักในสาขาวิชานี้เลยค่ะ
ในการเริ่มต้นนั้น เทอมแรกเรียนไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจในการใช้สูตรต่างๆ จนกระทั่งอาจารย์ท่านหนึ่งได้สอนถึงวิธีการและความเป็นมาของสูตรที่ใช้แต่ละสูตรว่ามีที่มาอย่างไร ใช้ในกรณีใด ตั้งแต่นั้นมาทำให้การเรียนเศรษฐศาสตร์เปลี่ยนไป สอบได้คะแนนสูงสุดของคณะฯ เกิดความรักและเข้าใจในสาขาวิชาที่เรียน วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจไม่ใช่การท่องจำ และได้นำประสบการณ์ตรงนี้มาสอนนักศึกษาของตนเองเสมอว่า ถ้าจะเรียนเศรษฐศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องท่องจำให้ใช้ความเข้าใจเท่านั้น แล้วทุกอย่างจะตามมา
วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่วินิจฉัยโรคทางสังคม ซึ่งจะมีมุมมองกว้างกว่าศาสตร์แขนงอื่นๆ กล่าวคือ จะมองทุกปัญหาในสังคมอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน ทุกวันนี้จึงรักและสนุกกับการทำงานจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไรดี จะสอนอะไรให้กับนิสิตของเรา ไม่มีวันไหนเลยที่รู้สึกเบื่อหรือไม่อยากทำงานค่ะ
Q2: เมื่อประมาณปี 2540 ประเทศไทยพบกับปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ซึ่งก็เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจถดถอย ท่านอาจารย์คิดว่า เหตุการณ์ทั้ง 2 นั้นมีความแตกต่างและมีความรุนแรงมากน้อยกว่ากันอย่างไรค่ะ?
มีความแตกต่างกันค่ะ ในปี 2540 เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะปัญหาเกิดจากภายใน กล่าวคือ ในภาครัฐค่อนข้างจะอนุรักษ์และมีการบริหารงานดีในระดับหนึ่ง สังเกตจากตัวชี้สุขภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ดุลการคลัง การค้าระหว่างประเทศ ล้วนแต่เกินดุล หรือแม้แต่อัตราเงินเฟ้อซึ่งจัดได้ว่าไม่สูงมากนัก แต่การขยายตัวการส่งออกกลับเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการขยายตัวอยู่ที่ 15-16 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมาก ปรากฏว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากองค์กรและผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ได้นำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในการพัฒนาความสามารถ แต่กลับนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซื้อสินค้าที่นำเข้า เงินตราจึงไหลออกนอกประเทศ เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณภาพสินค้าของเราจึงด้อยกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้ากับประเทศที่มีคุณภาพดีกว่า เราจึงประสบปัญหาการขาดเงินทุน สถาบันการเงินจึงต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศ ซึ่งสมัยนั้น ระบบการกู้เงินก็ไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด ปล่อยให้กู้มากกว่าจำนวนที่ต้องการ อีกทั้งช่วงนั้นก็มีปัญหาเรื่องเงินบาทลดค่า นักลงทุนเข้ามาเกร็งกำไรกัน ถ้าตอนนั้นธนาคารที่เราไปกู้เขามา เรียกเก็บเงินคืน เราล้มละลายทันที
สำหรับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีนี้ค่อนข้างที่จะรุนแรงกว่าในครั้งนั้น เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้าของเราประสบปัญหาเศรษฐกิจ มีการปลดแรงงาน บริษัทหลายแห่งปิดตัว กำลังการซื้อลดลง การใช้จ่ายลดลง คนว่างงานเพิ่มขึ้น ปัญหาดังกล่าวย่อมส่งผลถึงประเทศญี่ปุ่น ประเทศในแถบเอเชีย ตลอดจนประเทศไทยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านการส่งออก หรือการปลดแรงงานต่างๆ แต่ครั้งนี้ประเทศไทยมีประสบการณ์จากครั้งก่อนแล้ว ดังนั้น หลายๆ ฝ่ายต้องหันหน้าคุยกันร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
Q3: วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจก็ได้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นกัน ตรงจุดนี้ ท่านอาจารย์มีมุมมองถึงสาเหตุสำคัญและมีปัจจัยใดที่เป็นตัวกระตุ้นค่ะ?
สาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกาพบกับวิกฤตเศรษฐกิจนั้น คงต้องย้อนกลับมามองถึงเรื่อง การควบคุมกำกับ เพราะสาเหตุนี้สำคัญมาก เนื่องจากในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้เศรษฐกิจดำเนินไป โดยรัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซง ปล่อยให้เอกชนดำเนินงานเอง ซึ่งการลดบทบาทของรัฐก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น การควบคุมกำกับนั้นไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการหย่อนยาน และเป็นผลทำให้ในส่วนอื่นๆ ล้มเหลวตามไปด้วย
Q4: ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ธุรกิจขนาดย่อย (SME) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย และมีเป็นจำนวนมาก ท่านอาจารย์คิดว่าภาครัฐควรที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรบ้างค่ะ?
ธุรกิจขนาดย่อย (SME) ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจสิ่งที่จะช่วยได้ในตอนนี้ คือ ต้องลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสหารายได้
สำหรับบทบาทความช่วยเหลือของรัฐบาลต่อธุรกิจขนาดย่อย (SME) นั้น คือ
4.1) รัฐบาลควรวางแผนให้การช่วยเหลือถาวรที่มีขีดความสามารถ กล่าวคือ รัฐควรจะช่วยพยุงให้ผู้ประกอบการสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ จึงสามารถปล่อยให้เขาดำเนินธุรกิจของเขาเอง
4.2) รัฐบาลควรมีส่วนช่วยในเรื่องของการตลาด เช่น การประชาสัมพันธ์สินค้าและผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบสื่อต่างๆ รวมถึงสื่อออนไลน์ เพื่อให้ต่างชาติสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ ซึ่งวิธีการนี้สำหรับรัฐบาลต่างชาติจะให้ความสำคัญมากทีเดียว
4.3) รัฐบาลควรมีส่วนช่วยในเรื่องเงินทุนสนับสนุน
Q5: การส่งเสริมเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) จะสามารถช่วยแก้ไขหรือซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหรือไม่อย่างไรค่ะ?
เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป FTA คือ การทำการค้าเสรีในวงแคบ ปัญหานี้อยู่ที่ว่า กลุ่มประเทศที่ทำเขตการค้าเสรีกับเรานั้นเป็นประเทศผู้มีประสิทธิภาพในการผลิตมากกว่าประเทศที่อยู่นอกเขตการค้าเสรีหรือไม่? เพราะถ้าสินค้าของกลุ่มประเทศที่อยู่ในเขตไม่มีประสิทธิภาพ เราก็จะใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น สินค้าตัวเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นต้นทุน 90 บาท แต่รวมภาษีนำเข้าเป็น 100 บาท แต่ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศในกลุ่มไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าต้นทุนสินค้า 100 บาทเท่ากัน แทนที่เราจะซื้อสินค้าชนิดนี้ได้ในราคา 90 บาท แต่ต้องจ่าย 100 บาท เป็นต้น
ดังนั้น การทำ FTA จึงเปรียบเสมือนการรวมพลังของกลุ่มประเทศเล็กๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการส่งออกและนำเข้าสินค้า เพราะถ้าการเจรจาการค้าโลกอย่างเช่น WTO นั้น มีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องมาตรฐานแรงงาน ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้การส่งออกนั้นทำได้ยาก
Q6: แล้วตอนนี้การเจรจาเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศต่างๆ ไปถึงไหนแล้วค่ะ?
ตอนนี้คงต้องหยุดไว้ก่อน เนื่องจากปี 2550 ข้อตกลงต่างๆ ต้องผ่านสภาฯ และข้อตกลงดังกล่าวนั้น อาจมีปัญหาที่จะตามมาซึ่งไม่สามารถเห็นได้ในระยะแรกๆ กล่าวคือ ข้อตกลงในเรื่องของสินค้า
นั้น รายละเอียดจะไม่เหมือนกันในแต่ละฉบับของแต่ละประเทศ เช่น สินค้าของประเทศหนึ่งต้องมีคุณสมบัติที่เป็นสินค้าของประเทศนั้นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะต้องมีการตรวจสอบที่แตกต่างกัน โดยไม่มีมาตรฐานที่สามารถยึดเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบได้ อีกทั้งสิ้นเปลืองทรัพยากรและงบประมาณในการตรวจสอบ
Q7: ท่านอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกว่าแสนล้านที่ออกมา จะได้ผลอย่างที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่อย่างไร?
มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี 2 แนวทาง คือ
1. นโยบายการคลัง คือ การลดภาษี และเพิ่มการใช้จ่าย โดยภาครัฐ
2. นโยบายการเงิน คือ การใช้อัตราดอกเบี้ย และเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
และสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ การใช้นโยบายการคลัง นับว่าเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด ซึ่งนโยบายนี้ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาท ในการใช้จ่ายเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนในระบบ แต่ทั้งนี้การใช้นโยบายการคลังต้องระวังเรื่องการทุจริตงบประมาณการใช้จ่าย เพราะการทุจริตจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ รัฐบาลต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปช่วยเหลือต้องให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากน้อยตามลำดับความเหมาะสม เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า เรื่องเหล่านี้ต้องมีการวางแผน และทั้งนี้เรื่องการเมืองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยนอกจากต้องประสบกับเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังคงต้องเผชิญกับการเมืองที่สถานการณ์ไม่นิ่งด้วย
Q8: ขอให้ท่านอาจารย์ฝากข้อคิด และมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แก่ท่านผู้อ่านสักเล็กน้อยค่ะ?
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้มีรายได้น้อยก็ควรช่วยกันประหยัด ส่วนผู้ที่มีรายได้สูงควรช่วยกันใช้จ่ายเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเงินในระบบ แต่ในการใช้จ่ายก็ต้องเน้นด้วยว่า ช่วยกันกินของไทย ใช้ของไทย และเที่ยวเมืองไทย หรือสินค้าอะไรก็ตามที่ผลิตในประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นคนต่างชาติมาบริหารกิจการ แต่ถ้าเราช่วยกันใช้สินค้าและบริการนั้น เท่ากับว่าเราได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเช่นกัน ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเราคนไทยทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรหันหน้าคุยกัน ช่วยกันพยุงสถานการณ์ให้ผ่านไปได้ด้วยดี
เสียดายที่หน้าคอลัมน์ของเราน้อยเกินไปสำหรับบทสัมภาษณ์นี้ เพราะทุกความคิดเห็นของอาจารย์นั้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งนั้น แบบนี้คงไม่ผิดที่จะใช้คำว่า “เพชรแห่งวงการ” จริงๆ ค่ะ
TopScholar’s Web Editor
แกะรอย “สึนามิ” ตามแนวคิด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มนตรี ชูวงษ์
มกราคม 26, 2009
26 ธันวาคม 2547 ประวัติศาสตร์ที่โลกไม่ลืม… พิบัติภัย “สึนามิ” กับเหตุการณ์คร่าชีวิตและทรัพย์สินของมวลมนุษย์อย่างมหาศาล และประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายๆ ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เป็นเวลา 4-5 ปีแล้วที่คนไทยผ่านเหตุการณ์นั้นมา แต่ทุกภาพทุกความทรงจำในครั้งนั้น มิได้เลือนหายไปไหน มีแต่จะตอกย้ำความรู้สึกให้ได้หวาดผวาทุกครั้งเมื่อนึกถึง
สนทนาประสาวิชาการครั้งนี้ จึงขอนำประเด็นเกี่ยวกับ สึนามิ มาสนทนากัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี้… วันวานของวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เกิดขึ้นได้อย่างไร? และมีความเป็นมาอย่างไร? ซึ่งทางเราได้รับเกียรติจาก ท่าน ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ ท่านผู้รู้ด้านธรณีวิทยา และเชี่ยวชาญเรื่องสึนามิ ซึ่งนับเป็นบุคคลมีคุณภาพในแวดวงวิชาการอีกท่านที่น่าจับตามอง มาร่วมแกะรอยตามหาอดีตไปพร้อมๆ กับเราค่ะ
Q1: อาจารย์ช่วยแนะนำเกี่ยวกับประวัติการศึกษา และการทำงานพอสังเขปได้หรือไม่ค่ะ ว่ามีความเป็นมาอย่างไรกว่าจะมีวันนี้ได้ค่ะ?
ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยทสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น งานวิจัยวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกนั้น ผมได้วิจัยเรื่อง การศึกษาตะกอนสึนามิ จากเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวไม่ค่อยมีใครได้ศึกษากัน โดยเฉพาะนักธรณีวิทยาในประเทศไทย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่อง สึนามิมาจนถึงปัจจุบัน ผมบรรจุเป็นอาจารย์ภาควิชาฯ มาประมาณ 10 กว่าปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ซึ่งตอนนั้นผมจบปริญญาตรี และกำลังศึกษาต่อปริญญาโท ทางภาควิชาฯ ได้ชักชวนผมให้มาเป็นอาจารย์ผมจึงตกลง และสอนมาจนถึงปัจจุบันนี้
Q2: เพราะอะไรถึงสนใจเรื่อง “สึนามิ” ค่ะ?
จะว่าไปแล้วเปรียบเสมือนสถานการณ์พาไปครับ เมื่อย้อนเวลากลับไปช่วงที่ผมเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ผมศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในอดีต เคยทำวิจัยเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง, เรื่องวิวัฒนาการของภูมิประเทศชายฝั่ง บังเอิญเกิดเหตุการณ์สึนามิขึ้น เมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงเล็งเห็นว่า ควรจะมีทีมงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมศึกษาผลกระทบจากสึนามิครั้งนี้ด้วย ซึ่งภาควิชาธรณีวิทยาเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เมื่อเกิดเรื่องขึ้นได้เพียง 3 วัน ทีมงานต้องลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการศึกษาวิจัย จนถึงปัจจุบันนี้เป็นระยะเวลา 4-5 ปีแล้ว
Q3: สึนามิ คืออะไร มีความหมายอย่างไร?
“สึนามิ” คำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวตามศัพท์ว่า คลื่นที่เข้ามาทำลายท่าเรือ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “คลื่นท่าเรือ” โดยปกติคนญี่ปุ่นจะมีนิสัยช่างสังเกต และประเทศของเขาอยู่ในพื้นที่ๆ สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดพิบัติภัยอย่างมาก ชาวญี่ปุ่นจะใช้อ่าวสำหรับจอดเรือ เพราะฉะนั้นเวลาเกิด สึนามิ คลื่นที่เกิดจะเป็นคลื่นที่ทวีความรุนแรง และคลื่นที่เข้ามาจะสูงขึ้นๆ ซัดเข้าฝั่งบริเวณอ่าวที่จอดเรือ มีอำนาจทำลายล้างท่าเรือและทุกสิ่งทุกอย่างเพียงชั่วพริบตา
Q4: สึนามิเกิดขึ้นจากอะไร มีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิด?
ปัจจัยที่สามารถจะทำให้เกิดสึนามิได้ มีปัจจัยเพียง 4 ประการ ได้แก่ 1) ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวใต้ทะเล เป็นแผ่นดินไหวที่แผ่นดินขยับตัวในแนวดิ่ง จากนั้นเกิดการกระเพื่อมของแรงน้ำ แล้วมีแผ่นเปลือกโลกเป็นตัวกระเด้ง ทำให้เกิดคลื่นอยู่ด้านบน กระเพื่อมออกไปกลายเป็นคลื่นสึนามิ 2) ปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม ต้องเกิดในมหาสมุทรใหญ่ๆ เท่านั้น แผ่นดินถล่มนี้ อาจจะเกิดการถล่มบนบก แล้วลงสู่มหาสมุทร หรือเกิดการถล่มอยู่ในทะเลก็ได้ แล้วทำให้เกิดการกระเพื่อมของน้ำ จนกลายเป็นคลื่นสึนามิ 3)ปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดใต้ทะเล และ 4) ปรากฏการณ์อุกกาบาต ซึ่งในกรณีนี้โอกาสเกิดได้น้อยมาก นอกจากว่าจะโชคร้ายจริงๆ โดยปัจจัย 2 ประการแรกเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดสึนามิมากที่สุด
Q5: ผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมีอะไร อย่างไรบ้างค่ะ?
ผมคิดว่าจากกรณีศึกษาตัวอย่าง เมื่อ 26 ธันวาคม 2547 ที่ผ่านมานับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศชิลี ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดคือ ปรากฏการณ์แผ่นดินไหววัดแรงสั่นสะเทือนได้ที่ 9.2 ริกเตอร์ เป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ไปประมาณ 2 แสนกว่าคน สำหรับประเทศไทยเราประมาณ 5,800 คน สูญหายนับหมื่นคน ส่วนที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติเสียหายจำนวนมากมิอาจจะประมาณได้
Q6: มีวิธีป้องกันภัยอย่างไรบ้างค่ะ?
ธรณีพิบัติภัยสามารถป้องกันได้ ถ้าทราบชัดเจนว่าเกิดแผ่นดินไหวในทะเล เราจะมีเวลาเตรียมตัวในการหลบภัยประมาณ 20-30 นาที สึนามิมีปรากฏการณ์ที่พิเศษอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ก่อนที่จะเกิดสึนามิจะเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จากนั้นจะเกิดคลื่นเป็นกำแพงสีขาวซัดถาโถมเข้ามาชายฝั่ง ถ้าสังเกตเห็นความผิดปกติดังกล่าว ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นควรเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่สูงทันที
Q7: จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกประเทศหันมามองในเรื่องของระบบเตือนภัย สำหรับประเทศไทยแล้ว อาจารย์คิดว่าระบบเตือนภัยของเราให้ความมั่นใจแก่ประชาชนได้มากน้อยเพียงใดค่ะ?
สำหรับในประเทศไทย เรามีระบบเตือนภัยนี้เพียงระบบเดียว ดังนั้นเราควรจะให้ความเชื่อถือกับระบบที่มีอยู่ ซึ่งเรื่องระบบการเตือนภัย หรือการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนเกี่ยวกับภัย สึนามิ ในประเทศไทยนั้น ควรได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นมาตรฐานต่อไป
Q8: ตามแนวคิดของอาจารย์ คิดว่า ประชาชนคนไทยมีความรู้เพียงพอหรือไม่ค่ะ เกี่ยวกับเรื่อง สึนามิ สำหรับการรับมือสถานการณ์ในครั้งต่อไป?
สำหรับผมๆ คิดว่าพอครับ พอในที่นี้ หมายถึง ข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับ สึนามิ สามารถศึกษาค้นคว้าจากตำรา หนังสือหรือวารสารมากมายที่ออกมา แต่ที่ผมให้ความสำคัญอยู่ ณ ขณะนี้ คือเรื่องระบบเตือนภัยมากกว่า ควรจะจัดหน่วยงาน หรือศูนย์ข้อมูลการกระจายข่าวที่รวดเร็วแม่นยำ และมีอำนาจการตัดสินในการปล่อยสัญญาณเตือนภัยมากกว่า
Q9: ประเทศไทย มีโอกาสจะเกิดสึนามิได้อีกหรือไม่ค่ะ ถ้ามีคาดการณ์ได้หรือไม่ค่ะว่าใช้ระยะเวลาเท่าไหร่?
โอกาสที่จะเกิดมีแน่นอนครับ แต่เมื่อไหร่… เป็นเรื่องยากที่จะตอบ เนื่องจากว่าสึนามิเป็นผลเนื่องมาจากการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่การที่เราจะรู้อนาคตเราต้องตามหาอดีตให้เจอก่อน ซึ่ง ณ เวลานี้ เราเจอแล้ว จากการที่ผมและทีมงานได้ใช้เวลาศึกษาวิจัย และลงพื้นที่เก็บข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราได้พบข้อมูลและหลักฐานการเกิดสึนามิ เราพบหลักฐานที่เกาะพระทอง จ.พังงา ซึ่งขุดเจอตะกอนทรายแทรกชั้นในดิน คำนวณค่าอายุได้ประมาณ 600 ปี (วารสาร Nature, 30 October 2008)
Q10: คำว่า “สึนามิ” เป็นภาษาญี่ปุ่น ทำไมไม่ใช้ภาษาอังกฤษ และในประเทศไทยมีคำว่าสึนามิใช้บ้างไหมค่ะ?
สึนามิ เป็นพิบัติภัยที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้คำนี้มา 400-500 ปีแล้ว แต่ในภาษาอังกฤษนั้น แต่เดิมใช้คำศัพท์ “Harbour Wave” ในประเทศไทยเองครั้งที่เกิด สึนามิ นั้นได้ใช้คำว่า คลื่นยักษ์ เป็นคำแรก ต่อจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2548 ราชบัณฑิตยสถาน กำหนดให้ใช้คำว่า “สึนามิ” และคำนี้จึงกลายเป็นภาษาสากลที่ทราบกันทั่วโลก
Q11: สุดท้าย อยากให้อาจารย์ฝากข้อคิดดีๆ ถึงท่านผู้อ่านเพื่อเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้สักเล็กน้อยค่ะ?
ผมอยากฝากเรื่องข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ สึนามิ ท่านผู้อ่านจดหมายข่าวมิสเตอร์ก๊อปปี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าข้อมูลความรู้อะไรที่เกี่ยวกับ สึนามิ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกี่ยวข้องกับชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ควรพิจารณาถึงแหล่งและบุคคลที่เผยแพร่ข้อมูลนั้นด้วยว่าน่าเชื่อถือ หรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวจริงเท็จแค่ไหน เพราะข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไปก็มากมายเหลือเกิน แต่ที่เป็นแหล่งที่มาจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องๆนั้นมีไม่มากนัก จึงขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ บทสัมภาษณ์จาก ดร.มนตรี ชูวงษ์… ทางทีมงาน TopScholar.org ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
TopScholar’s Web Editor
มอง “คุณภาพชีวิตของชุมชน” ผ่านสายตา ผศ.กมลทิพย์ แจ่มกระจ่าง
กันยายน 17, 2008
คุณเคยรู้สึกหรือไม่ว่า ปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับคุณภาพชีวิตที่ไม่มั่นคง และปลอดภัยอย่างที่ควรจะพึงเป็นพึงได้ ดังนั้นสนทนาประสาวิชาการครั้งนี้จึงเรียนเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลทิพย์ แจ่มกระจ่าง อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาพูดคุยในหัวข้อ “คุณภาพชีวิตของชุมชน” ให้คุณได้รับรู้ความเป็นไปของชุมชน และแก้ไขชีวิตได้อย่างทันท่วงที
Q1: อยากให้อาจารย์แนะนำตัวเอง ประวัติส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจว่า กว่าจะมายืนจุดนี้ต้องผ่านอะไรบ้าง?
อาจารย์เรียนจบปริญญาตรีคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนนั้นอาจารย์ที่สอนอย่าง อ.ศรีศักร วัลลิโภดม หรือหลายๆ คนสอนในแง่ของการเป็นนักคิดมากกว่ามาท่องจำประวัติศาสตร์ คือตั้งแต่แรกก็ไม่ได้คิดมาเป็นอาจารย์ แต่ด้วยนิสัยที่อยากเรียนรู้อะไรมากมายมหาศาล สมัยเรียนก็จะใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในห้องสมุด จะนั่งอ่าน นั่งค้นหาหนังสืออยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังทำกิจกรรม อยู่ชมรมค่ายบำเพ็ญ ไปออกงานตามฟิลด์ต่างๆ ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพ เห็นชีวิตของชุมชนจริงๆ เราจึงได้รู้ว่า ชีวิตต่างก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ และมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมกันมาก พอได้เรียนปริญญาโทจึงเลือกเรียนในด้านสังคมสงเคราะห์ที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ในความเป็นชีวิต ความเป็นชุมชนมากขึ้น พอจบออกมาก็ได้เข้าไปทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานครอยู่ 3 ปี ก็เปลี่ยนไปอยู่ฝ่ายเขียนแผน ซึ่งด้วยความที่เราชอบเขียนหนังสืออยู่แล้ว เราก็นำประสบการณ์จากที่เคยลงพื้นที่มาตั้งคำถาม และทำข้อมูลต่างๆ พอทำได้อีก 3 ปี รวมทำงาน 6 ปี ก็ตั้งใจสอบเข้ามาเป็นอาจารย์ จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 20 ปีเห็นจะได้
Q2: ความเป็นชุมชนที่อาจารย์ได้สัมผัสนั้น มีความน่าสนใจอย่างไร?
อาจารย์มองว่าชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีกระแสที่เข้ามาเปลี่ยน ซึ่งประชาชนในชุมชนก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อสิ่งๆ นั้นว่าจะรับ หรือจะต้าน มันก็เหมือนกับการตีแบดมินตันที่ต้องโต้ตอบกัน ความเป็นชุมชนมีความหลากหลายมาก ตัวเราในฐานะนักวิชาการก็เป็นเหมือนนักตรวจจับอุณหภูมิคือ เวลาเราลงพื้นที่แต่ละครั้ง ชุมชนก็มีความเปลี่ยนแปลง ทำให้เราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชุมชนได้ขยายเข้ามาในพื้นที่อุตสาหกรรม จึงเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น คือ การจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อต่างฝ่ายก็ต่างเรียกร้องซึ่งกันและกัน การจัดการความขัดแย้งของสังคมจึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ตนเองสนใจ นอกจากการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่ได้เล่าไปแล้ว ในปัจจุบัน เรื่องสิทธิ กฎหมาย ได้เข้ามามีบทบาท จนตัวเราในฐานะนักวิชาการเกิดคำถามว่า เราลงไปช่วยเขาอย่างไร
งานวิจัยของเราเป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับพวกเขาแค่ไหน ซึ่งเราก็บอกว่า ไม่ต้องมาเชื่อหรอก แต่ผลการศึกษาที่เราได้นำเสนอไปนั้นต้องขึ้นอยู่กับพวกคุณว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะเวลาเราลงไปตามพื้นที่ ความรู้จากการวิจัยสำคัญทั้งต่อตัวเรา ชุมชน และนักเรียน นักศึกษา เวลาเราทำวิจัย เราจึงต้องเอา “ใจ” ใส่ลงไปในงาน นี่คือสิ่งสำคัญ
Q3: อาจารย์มองคำว่า “คุณภาพชีวิตที่ดี” จะต้องเป็นอย่างไร?
ตอบได้ 2 มิติ ถ้าเคยอ่าน “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของอาจารย์ป๋วยแล้ว จะสะท้อนความเป็น “คุณภาพชีวิต” ได้ดีคือ ตั้งแต่เราเกิดมา เราก็อยากจะได้ชีวิตที่มีความปลอดภัย พอโตขึ้นเราก็ต้องการครอบครัวที่ได้รับการดูแล บางทีสิ่งเหล่านี้ก็มาจากตัวเราเอง ภาครัฐ หรือสิ่งรอบตัว ซึ่งเป็นนัยแฝงอยู่ในหนังสือ จุดนี้สามารถแตกย่อยเรื่องราวออกได้ทั้งเรื่องของสิทธิ สวัสดิการทางสังคม คุณภาพชีวิต และในอีกหลายๆ มุม
Q4: แล้วความเป็นไปได้ที่จะสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดี” ตามอุดมคติมีมากน้อยอย่างไร?
อาจารย์คิดว่า คนเราจะต้องมีคุณค่าของตนเอง คุณค่าที่อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว มันสร้างประโยชน์ได้มากมายเลยนะ สำหรับ “คุณภาพชีวิตที่ดี” ของชุมชนเมือง เราควรจะได้รับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก อาจารย์ยังเคยถามตัวเองเลยว่า เราทำงานทั้งคืน เดินทางเป็นชั่วโมงๆ เรายังจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่อีกหรือ ซึ่งดูแล้วมันกลับแย่ลงด้วยซ้ำ คือขอแค่เรามี space เป็นของตนเอง มีพื้นที่ว่างเป็นของตนเอง ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าต่อตนเอง ณ ขณะนั้นก็เพียงพอ โดยรวมอาจารย์มองว่า “คุณภาพชีวิตที่ดี” ต้องมีความปลอดภัย และความมั่นคงที่อาจจะไม่ยั่งยืนก็ได้ เพียงแต่ว่า ทุกย่างก้าวของชีวิตจะต้องมีหลักประกันที่แน่นอนในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องความปลอดภัยที่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอน ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะมีใครจัดการได้ แม้แต่ภาครัฐ เช่น เรื่องของน้ำมัน การจราจร ความยากจนต่างๆ มันไม่เกิดความเชื่อมั่น ซึ่งอาจารย์คิดว่า ประชาชนต้องมีกลไกบางอย่างของตนเองในการสร้างความมั่นใจ ต้องเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ปรับตัวปรับใจตนเองว่า อย่าคาดหวังอะไรสูง ในฐานะของนักสังคมแล้วอาจารย์ก็ยังมองว่า หากจิตใจภายในเข้มแข็งก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือต้องอยู่ให้ได้ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเป็นเช่นไร
Q5: อาจารย์ช่วยเล่าสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนโรงไฟฟ้า หลังจากที่ได้เข้าไปสัมผัสหน่อย?
การที่อาจารย์ได้ไปสอนในวิทยาเขตพัทยา ได้ลงพื้นที่ทำให้รู้ว่า ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเปลี่ยนแปลงนั้นยังคงมีความดีงามอยู่มาก มี “ทุน” เชิงคุณค่าเยอะ มีการช่วยเหลือกัน อย่างตอนที่เราหลงทาง พวกเขาก็วิ่งมาช่วยแล้ว สิ่งนี่คือความงดงามของวัฒนธรรมที่ยังเหลืออยู่ บางชุมชนก็สามารถจัดการโดยใช้ต้นทุนของตนเอง มาดูแลกันเอง อย่างกลุ่มสัจจะ ซึ่งชาวบ้านตั้งขึ้นเอง อาจารย์คิดว่า ชุมชนไทยมีความเข้มแข็ง ต้องอยู่รอดด้วยตนเอง คือแม้นโยบายรัฐจะเปิดโอกาสมากมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ความสามารถในการเข้าถึงโอกาสนั้นกลับไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำกัน เรามักต่างพูดถึงแต่โอกาส แต่กลับละเลยความสามารถในการเข้าถึงโอกาสนั้น เราคิดว่า ทุกคนต่างมีความสามารถในการเข้าถึงโอกาสเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่
อย่างไรก็ดี อาจารย์ยังพอมองเห็นว่า ชุมชนไทยมีความสามารถในการจัดการด้วยตนเองนะ มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองมากเลย จนบางทีรัฐยังต้องมาอาศัยชาวบ้านกลุ่มนี้ แต่กระนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำชุมชนด้วยว่าจะมีวิถีคิดอย่างไร หากมองอย่างเป็นองค์รวมแล้ว คือ ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันหมด ชุมชนก็จะอยู่รอดได้ แต่บางชุมชนกลับถูกทำให้คิดไม่เป็นก็มี การที่อาจารย์ได้สัมผัสกับชุมชนมาก็จะเห็นว่า จริงๆ แล้วปัญหาที่ระบุในตำรา ตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือฐานคิดมันผิด ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาจึงผิดไปหมด เพราะระบบคิดที่ผิดพลาด
Q6: อาจารย์มองว่า ประเด็นปัญหาหลักอยู่ที่จุดใด แล้วอาจารย์มีวิธีใดแนะนำบ้าง?
ระบบคิด ความคิดต่อการจัดการต่างๆ ถ้าจะมองจากทุกๆ เรื่อง อาจารย์คิดว่า เราต้องเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งเปลี่ยนโดยตัวมันเอง กับเปลี่ยนแปลงจากที่มันได้รับผลกระทบจากภายนอก ในฐานะนักวิชาการก็คิดว่า เราต้องมีเครื่องมือในการตรวจจับที่จะทำอย่างไรให้สังคมมีความสามารถในการตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงนี้ และรู้เท่าทันอยู่ตลอดเวลา อย่างนักวิชาการก็จะมีเครื่องมือการวิจัยตรวจวัดความเปลี่ยนแปลง แต่มันจะช้า บางชุมชนเราเห็นว่า เขาไวต่อการเปลี่ยนแปลง เอาตัวรอดได้
เพราะชุมชนมีพลังของคน มีวิสัยทัศน์ของผู้นำที่คิดได้ คิดเป็น รู้เท่าทัน และรู้ว่าตนเองมีดีอะไรบ้าง คือ “รู้จักทุนของตนเอง” เริ่มจากตนเอง รวบรวมภูมิปัญญา การจัดการวางระบบว่าควรจะเป็นอย่างไร มันต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ เพราะการจัดการที่ผ่านมา เริ่มจากภายนอกเข้ามาจัดการภายใน
ดังนั้นชุมชนต้องหาวิธีการจัดการกับตนเอง แต่ก็ใช่ว่าทุกชุมชนจะจัดการตนเองได้ ซึ่งอาจจะต้องมีวิธีการกระตุ้นให้เกิดความคิด และเปลี่ยนระบบคิดเสียใหม่ อย่างงานวิจัยที่อาจารย์ทำเกี่ยวกับชุมชนในกรุงเทพฯ พบว่า คนกรุงเทพฯ เก่ง แต่ผู้รับผิดชอบ หรือเจ้าหน้าที่ไม่เก่ง ไม่รู้จักใช้ในสิ่งที่คนกรุงเทพฯ มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ คืออาจด้วยความคิดที่ว่าชาวบ้านจะโกง ความไม่ไว้ใจจึงเกิดขึ้น ตรงนี้ทำให้เราอยู่กันไม่ได้
Q7: สุดท้ายแล้ว อาจารย์อยากจะฝากอะไรให้แก่ผู้อ่านบ้าง?
สิ่งที่อาจารย์อยากจะฝากไว้ก็คือ ให้รู้ว่าตัวเรากำลังทำอะไร ให้รู้คุณค่าต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อชุมชน ควรจะเป็นอย่างไร อาจารย์จะสอนนักศึกษาในห้องเสมอว่า คนเราจะต้องรู้จักคุณค่าของตนเอง ถ้าคนเราไม่รู้จักคุณค่าของตนเองแล้ว จะไปคิดถึงคนอื่น หรือรู้จักคุณค่าของคนอื่นได้อย่างไร ชีวิตเราสามารถ U-turn ได้นะ ผิดพลาดแล้วก็ลุกขึ้นมาได้ “หากเรารักดีก็ต้องได้ดี”
นี่เป็นวาทะของอาจารย์ที่สอนลูกศิษย์เลยนะ คือให้คิด และตัดสินใจเอง เพื่อเผชิญกับโลกภายนอก และเตรียมตัวพร้อมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ เราต้องสร้าง Motivation ในชีวิตเสียก่อน สังคมถึงจะดีได้ และสุดท้ายเราต้องมองให้เห็นคุณค่าในตนเอง และคุณค่าของคนอื่น
ทางทีมงาน TopScholar.org เห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ทิศทางการปกครองท้องถิ่นไทย จากมุมมองของ ดร.โกวิทย์
สิงหาคม 2, 2008
สนทนาวิชาการครั้งปฐมฤกษ์นี้ เราได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม อาจารย์ประจำภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาให้แง่คิด และมุมมองที่อาจารย์มีต่อทิศทางการปกครองท้องถิ่นของไทย ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น
อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า การกระจายอำนาจก็เหมือนกับการกระจายการทุจริตคอรัปชั่นไปยังท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ?
ไม่เห็นด้วย เนื่องจากหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นก็คือ หลักที่ทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจภารกิจมากขึ้น เป็นการกระจายความรับผิดชอบให้แก่องค์กรท้องถิ่นที่ต้องทำงานทดแทนภาคส่วนของรัฐ เป็นการแบ่งเบาภารกิจรัฐบาล เพื่อทำให้งานจัดบริการสาธารณะต่างๆ ท้องถิ่นได้ใช้กระบวนการคิดกระบวนการมีส่วนร่วมที่จะต้องทำร่วมกับประชาชนในท้องถิ่น
ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจก็เหมือนกับการ กระจายการทุจริตคอรัปชั่นไปยังท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศนั้น เป็นคำพูดที่เปรียบเทียบ ซึ่งทำให้องค์กรท้องถิ่นต้องมาคิดว่า การกระจาย อำนาจที่กระจายเงิน ใช้งบประมาณกระจายภารกิจไปให้ท้องถิ่นต้องจัดทำภารกิจแบ่งเบาภารกิจรัฐบาล ปรากฏว่ามีบางท้องถิ่นก็มีการทุจริตคอรัปชั่น บางท้องถิ่นทำงานไม่โปร่งใส บางท้องถิ่นก็ทำงานขาดหลักการมีส่วนร่วม ซึ่งอันนี้ขัดกับหลักการกระจายอำนาจ
การกระจายอำนาจที่แท้จริงนั้น คือ การทำงานเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมที่จะช่วยกันจัดสรรทรัพยากรของคนในท้องถิ่นเป็นหลัก อาจจะรู้สึกว่าเขาได้เป็นเจ้าของภารกิจ เจ้าของงาน เจ้าของเงิน โดยหลักการแล้วหลักการกระจายอำนาจเป็นเรื่องที่ดี
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อาจารย์คิดว่า เราจะรักษาความสมดุลระหว่างแนวคิดการกระจายอำนาจของการทุจริตในการปกครองท้องถิ่นอย่างไร?
คิดว่าการกระจายอำนาจมันเป็นเรื่องที่ทำให้ท้องถิ่นต้องมีการทำงานที่โปร่งใส สิ่งสำคัญนั้น ก็คือ การทำให้เกิดการมีธรรมาภิบาลขึ้นในท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นต้องมีความปกครองรักษาธรรมาภิบาลในท้องถิ่น หมายถึงประชาชนต้องมีส่วนร่วมประชาชนต้องคอยตรวจสอบ ประชาชนต้องแสดงให้เห็นว่า ท้องถิ่นของตนเองทำงานได้อย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ผมคิดว่าการคอรัปชั่นในที่สุดมันจะลดลงไปเอง ถ้าประชาชนมีความคิดเห็นส่วนร่วมคอยกำกับดูแล และรู้สึกว่าท้องถิ่นของตัวเองเป็นที่หวงแหน และเป็นส่วนหนึ่งที่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สังคมไทยยังมีภูมิคุ้มกันเรื่องการทุจริตมากน้อยเพียงใดจะทำให้การบริหารงานปราศจากคอรัปชั่น?
ก็เห็นด้วยกับข้อนี้ เพราะสังคมไทยยังไม่มีภูมิคุ้มกันทางสังคมมากที่จะทำให้การบริหารท้องถิ่นปราศจากการทุจริต มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ผมคิดว่าสังคมไทยยังเพิกเฉย หรือยังไม่กระตือรือร้นที่จะช่วยกันคุ้มครองสังคมที่คุ้มกันสังคมให้ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น แต่ก็มองการคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่ปกติเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งเป็นอันตรายต่อองค์กรปกครองท้องถิ่นกับสังคมไทย ฉะนั้นสังคมไทยต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมเพื่อประชาชนจะได้เรียนรู้ได้ตระหนักถึงการทำงานที่ปราศจากการทุจริต และคอรัปชั่น
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความก้าวหน้าเรื่องการปกครองท้องถิ่นมากที่สุด อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร?
เห็นด้วยกับข้อนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีส่วนทำให้การปกครองท้องถิ่นมีความก้าวหน้ามากที่สุด โดยเฉพาะการบัญญัติหมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นไว้ในหลักการหลายเรื่อง รวมทั้งหมวดว่าด้วยสิทธิ และหน้าที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายประเด็น
ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรม การพิทักษ์คุณธรรมจริยธรรมของบุคลากรของท้องถิ่น การทำงานของผู้บริหารท้องถิ่น การมีองค์กรพิทักษ์คุณธรรมก็มีส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงฐานะของพนักงานเป็นข้าราชการของการปกครองท้องถิ่น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นความก้าวหน้า และเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการมีคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่คอยดูแลการแต่งตั้งการโยกย้าย หรือการพัฒนาข้าราชการท้องถิ่น ผมคิดว่าส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่เพิ่มเติมแล้วก็ให้มีการกำกับดูแลตรวจสอบท้องถิ่นโดยภาคประชาชนง่ายขึ้น
ความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีการพิทักษ์คุณธรรมข้าราชการท้องถิ่น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงฐานะข้าราชการท้องถิ่นเป็นข้าราชการท้องถิ่น มีกฎหมายข้าราชการท้องถิ่นแล้ว ก็มีการทำให้มันง่ายต่อการตรวจสอบโดยภาคประชาชน การเข้าถึงของประชาชนในการเสนอถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่มันจัดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการอัดฉีดเงินถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ไปให้องค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างที่กระทรวงมหาดไทย นักวิชาการของไทยบางคนกำลังทำอยู่ในขณะนี้มิใช่เป็นการกระจายอำนาจอย่างยั่งยืน อาจารย์มีความคิดเห็นในประเด็นนี้อย่างไร?
คิดว่าการกระจายอำนาจมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนภารกิจการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการโอนภารกิจ เมื่อมีการโอนภารกิจแล้ว การโอนเงินงาน งานก็คือภารกิจ เงินก็คืองบประมาณ รวมทั้งการยักย้ายถ่ายเทบุคลากรก็เป็นเรื่องที่จำเป็น
แต่การพัฒนาองค์กรท้องถิ่น หรือการกระจายอำนาจท้องถิ่นให้ยั่งยืนนั้น ผมคิดว่าจะต้องทำความเข้าใจกับส่วนภาคต่างๆ ทั้งในแง่ของภาคราชการ ส่วนภาครัฐ แล้วก็ส่วนภูมิภาคที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีคิดเป็นที่จะทำให้รู้ว่า เมื่อถ่ายโอนภารกิจลงไปแล้ว จำเป็นอยู่เองที่ต้องถ่ายโอนงบประมาณ น้ำหนักของงบประมาณแทนที่จะอยู่ในส่วนกลาง หรือภูมิภาคก็ต้องถ่ายโอนไปท้องถิ่น เพียงแต่ว่าการให้เงิน หรือจัดสรรงบประมาณแบบอัดฉีดเงินท้องถิ่นก็อาจเป็นประเด็นที่ไม่น่าพึงประสงค์นัก เพราะว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือ ทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีรายได้ของท้องถิ่นที่จะเพียงพอเลี้ยงตนเอง
ผมคิดว่าจะต้องไปปรับปรุงกฎหมาย รายได้ของท้องถิ่นเป็นหลักสำหรับประเด็นนี้ เพราะว่า การปกครองท้องถิ่นต้องมีรายได้จากภาษีอากรต้องมีวิธีคิดในการเก็บภาษีอากรอย่างเต็มกำลัง และต้องพัฒนาให้คนในท้องถิ่นต้องเรียนรู้ในการจัดเก็บภาษี จำเป็นต้องมีบุคลากรมืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาษีท้องถิ่นรายได้ท้องถิ่น เพื่อที่ทำให้การกระจายอำนาจของการปกครองท้องถิ่นมีความยั่งยืน มากกว่าที่คอยพึ่งงบประมาณของรัฐบาลกลาง ซึ่งจะทำให้การกระจายอำนาจนี้มีความยั่งยืน และก็มีการปรับเปลี่ยนไป
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
มีนักวิชาการบางคนเห็นว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นกับชุมชนท้องถิ่นยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้การปกครองท้องถิ่นไม่ประสบความสำเร็จ อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร?
เห็นด้วยว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นกับชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบันก็ยังแยกส่วนกันอยู่ เข้าใจว่าชุมชนท้องถิ่น หมายถึง กลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่นทั้งที่รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และเหนียวแน่น มีผู้นำ มีกลุ่มต่างๆ เป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มทรัพยากร ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ก็มีความเข้มแข็งในตัวของตนเอง มีสวัสดิการชุมชน มีบอร์ดการบริหารจัดการตนเองได้ ซึ่งองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องมุ่งเป้าหมายทำให้ชุมชนปกครองท้องถิ่น เป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะร่วมมือ และก็มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนกำหนดเป้าหมาย กำหนดวิธีคิด องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องดึงภาคส่วนที่เราเรียกว่า “ประชาสังคม” ที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่นเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ที่จะทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีเป้าหมายงานที่ชัดเจน และก็มีกระบวนการมีส่วนร่วมกระบวนการเรียนรู้บูรณาการ
ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายของชุมชนในระดับท้องถิ่นมีบริบทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มองค์กรชุมชนสถาบันในชุมชน และองค์กรปกครองท้องถิ่นจะต้องเป็นแกนหลักที่จะบูรณาการทำงานร่วมความคิดร่วมแผนพัฒนาร่วมดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามากำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ องค์กรปกครองท้องถิ่นที่ดีส่วนใหญ่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นเนื้อเดียวกันกับองค์กรปกครองท้องถิ่น แต่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่จำนวนหนึ่งที่ยังแยกส่วนกับชุมชนท้องถิ่นอยู่แล้ว ทำให้ชุมชนนั้นมีความขัดแย้ง แต่ก็มีองค์กรท้องถิ่นที่ดีนั้นมีการทำงานร่วมกันกับชุมชนท้องถิ่น โดยมีองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นหลักที่คอยบูรณาการ
องค์กรการปกครองท้องถิ่นจะทำงานสำเร็จได้ก็จะต้องทำให้ชุมชนท้องถิ่นกับองค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นเนื้อเดียวกันนั้นเอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ทางทีมงาน TopScholar.org ขอขอบคุณ รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม มา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่กรุณาสละเวลามาสนทนา เพื่อเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางการปกครองท้องถิ่นไทย ให้ชาว TopScholar ได้รับทราบ
TopScholar’s Web Editor














