ธรรมาภิบาลท้องถิ่น ว่าด้วยการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส
เมษายน 6, 2010
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
มอง “คุณภาพชีวิตของชุมชน” ผ่านสายตา ผศ.กมลทิพย์ แจ่มกระจ่าง
กันยายน 17, 2008
คุณเคยรู้สึกหรือไม่ว่า ปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับคุณภาพชีวิตที่ไม่มั่นคง และปลอดภัยอย่างที่ควรจะพึงเป็นพึงได้ ดังนั้นสนทนาประสาวิชาการครั้งนี้จึงเรียนเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลทิพย์ แจ่มกระจ่าง อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาพูดคุยในหัวข้อ “คุณภาพชีวิตของชุมชน” ให้คุณได้รับรู้ความเป็นไปของชุมชน และแก้ไขชีวิตได้อย่างทันท่วงที
Q1: อยากให้อาจารย์แนะนำตัวเอง ประวัติส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจว่า กว่าจะมายืนจุดนี้ต้องผ่านอะไรบ้าง?
อาจารย์เรียนจบปริญญาตรีคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนนั้นอาจารย์ที่สอนอย่าง อ.ศรีศักร วัลลิโภดม หรือหลายๆ คนสอนในแง่ของการเป็นนักคิดมากกว่ามาท่องจำประวัติศาสตร์ คือตั้งแต่แรกก็ไม่ได้คิดมาเป็นอาจารย์ แต่ด้วยนิสัยที่อยากเรียนรู้อะไรมากมายมหาศาล สมัยเรียนก็จะใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในห้องสมุด จะนั่งอ่าน นั่งค้นหาหนังสืออยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังทำกิจกรรม อยู่ชมรมค่ายบำเพ็ญ ไปออกงานตามฟิลด์ต่างๆ ซึ่งทำให้เราได้เห็นภาพ เห็นชีวิตของชุมชนจริงๆ เราจึงได้รู้ว่า ชีวิตต่างก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ และมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมกันมาก พอได้เรียนปริญญาโทจึงเลือกเรียนในด้านสังคมสงเคราะห์ที่จะได้มีโอกาสเรียนรู้ในความเป็นชีวิต ความเป็นชุมชนมากขึ้น พอจบออกมาก็ได้เข้าไปทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ของศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานครอยู่ 3 ปี ก็เปลี่ยนไปอยู่ฝ่ายเขียนแผน ซึ่งด้วยความที่เราชอบเขียนหนังสืออยู่แล้ว เราก็นำประสบการณ์จากที่เคยลงพื้นที่มาตั้งคำถาม และทำข้อมูลต่างๆ พอทำได้อีก 3 ปี รวมทำงาน 6 ปี ก็ตั้งใจสอบเข้ามาเป็นอาจารย์ จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 20 ปีเห็นจะได้
Q2: ความเป็นชุมชนที่อาจารย์ได้สัมผัสนั้น มีความน่าสนใจอย่างไร?
อาจารย์มองว่าชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีกระแสที่เข้ามาเปลี่ยน ซึ่งประชาชนในชุมชนก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อสิ่งๆ นั้นว่าจะรับ หรือจะต้าน มันก็เหมือนกับการตีแบดมินตันที่ต้องโต้ตอบกัน ความเป็นชุมชนมีความหลากหลายมาก ตัวเราในฐานะนักวิชาการก็เป็นเหมือนนักตรวจจับอุณหภูมิคือ เวลาเราลงพื้นที่แต่ละครั้ง ชุมชนก็มีความเปลี่ยนแปลง ทำให้เราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชุมชนได้ขยายเข้ามาในพื้นที่อุตสาหกรรม จึงเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น คือ การจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อต่างฝ่ายก็ต่างเรียกร้องซึ่งกันและกัน การจัดการความขัดแย้งของสังคมจึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ตนเองสนใจ นอกจากการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่ได้เล่าไปแล้ว ในปัจจุบัน เรื่องสิทธิ กฎหมาย ได้เข้ามามีบทบาท จนตัวเราในฐานะนักวิชาการเกิดคำถามว่า เราลงไปช่วยเขาอย่างไร
งานวิจัยของเราเป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับพวกเขาแค่ไหน ซึ่งเราก็บอกว่า ไม่ต้องมาเชื่อหรอก แต่ผลการศึกษาที่เราได้นำเสนอไปนั้นต้องขึ้นอยู่กับพวกคุณว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะเวลาเราลงไปตามพื้นที่ ความรู้จากการวิจัยสำคัญทั้งต่อตัวเรา ชุมชน และนักเรียน นักศึกษา เวลาเราทำวิจัย เราจึงต้องเอา “ใจ” ใส่ลงไปในงาน นี่คือสิ่งสำคัญ
Q3: อาจารย์มองคำว่า “คุณภาพชีวิตที่ดี” จะต้องเป็นอย่างไร?
ตอบได้ 2 มิติ ถ้าเคยอ่าน “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของอาจารย์ป๋วยแล้ว จะสะท้อนความเป็น “คุณภาพชีวิต” ได้ดีคือ ตั้งแต่เราเกิดมา เราก็อยากจะได้ชีวิตที่มีความปลอดภัย พอโตขึ้นเราก็ต้องการครอบครัวที่ได้รับการดูแล บางทีสิ่งเหล่านี้ก็มาจากตัวเราเอง ภาครัฐ หรือสิ่งรอบตัว ซึ่งเป็นนัยแฝงอยู่ในหนังสือ จุดนี้สามารถแตกย่อยเรื่องราวออกได้ทั้งเรื่องของสิทธิ สวัสดิการทางสังคม คุณภาพชีวิต และในอีกหลายๆ มุม
Q4: แล้วความเป็นไปได้ที่จะสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดี” ตามอุดมคติมีมากน้อยอย่างไร?
อาจารย์คิดว่า คนเราจะต้องมีคุณค่าของตนเอง คุณค่าที่อาจจะเป็นสิ่งเล็กๆ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว มันสร้างประโยชน์ได้มากมายเลยนะ สำหรับ “คุณภาพชีวิตที่ดี” ของชุมชนเมือง เราควรจะได้รับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก อาจารย์ยังเคยถามตัวเองเลยว่า เราทำงานทั้งคืน เดินทางเป็นชั่วโมงๆ เรายังจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่อีกหรือ ซึ่งดูแล้วมันกลับแย่ลงด้วยซ้ำ คือขอแค่เรามี space เป็นของตนเอง มีพื้นที่ว่างเป็นของตนเอง ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าต่อตนเอง ณ ขณะนั้นก็เพียงพอ โดยรวมอาจารย์มองว่า “คุณภาพชีวิตที่ดี” ต้องมีความปลอดภัย และความมั่นคงที่อาจจะไม่ยั่งยืนก็ได้ เพียงแต่ว่า ทุกย่างก้าวของชีวิตจะต้องมีหลักประกันที่แน่นอนในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องความปลอดภัยที่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอน ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะมีใครจัดการได้ แม้แต่ภาครัฐ เช่น เรื่องของน้ำมัน การจราจร ความยากจนต่างๆ มันไม่เกิดความเชื่อมั่น ซึ่งอาจารย์คิดว่า ประชาชนต้องมีกลไกบางอย่างของตนเองในการสร้างความมั่นใจ ต้องเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ปรับตัวปรับใจตนเองว่า อย่าคาดหวังอะไรสูง ในฐานะของนักสังคมแล้วอาจารย์ก็ยังมองว่า หากจิตใจภายในเข้มแข็งก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือต้องอยู่ให้ได้ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเป็นเช่นไร
Q5: อาจารย์ช่วยเล่าสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนโรงไฟฟ้า หลังจากที่ได้เข้าไปสัมผัสหน่อย?
การที่อาจารย์ได้ไปสอนในวิทยาเขตพัทยา ได้ลงพื้นที่ทำให้รู้ว่า ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเปลี่ยนแปลงนั้นยังคงมีความดีงามอยู่มาก มี “ทุน” เชิงคุณค่าเยอะ มีการช่วยเหลือกัน อย่างตอนที่เราหลงทาง พวกเขาก็วิ่งมาช่วยแล้ว สิ่งนี่คือความงดงามของวัฒนธรรมที่ยังเหลืออยู่ บางชุมชนก็สามารถจัดการโดยใช้ต้นทุนของตนเอง มาดูแลกันเอง อย่างกลุ่มสัจจะ ซึ่งชาวบ้านตั้งขึ้นเอง อาจารย์คิดว่า ชุมชนไทยมีความเข้มแข็ง ต้องอยู่รอดด้วยตนเอง คือแม้นโยบายรัฐจะเปิดโอกาสมากมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ความสามารถในการเข้าถึงโอกาสนั้นกลับไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำกัน เรามักต่างพูดถึงแต่โอกาส แต่กลับละเลยความสามารถในการเข้าถึงโอกาสนั้น เราคิดว่า ทุกคนต่างมีความสามารถในการเข้าถึงโอกาสเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่
อย่างไรก็ดี อาจารย์ยังพอมองเห็นว่า ชุมชนไทยมีความสามารถในการจัดการด้วยตนเองนะ มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองมากเลย จนบางทีรัฐยังต้องมาอาศัยชาวบ้านกลุ่มนี้ แต่กระนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำชุมชนด้วยว่าจะมีวิถีคิดอย่างไร หากมองอย่างเป็นองค์รวมแล้ว คือ ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันหมด ชุมชนก็จะอยู่รอดได้ แต่บางชุมชนกลับถูกทำให้คิดไม่เป็นก็มี การที่อาจารย์ได้สัมผัสกับชุมชนมาก็จะเห็นว่า จริงๆ แล้วปัญหาที่ระบุในตำรา ตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือฐานคิดมันผิด ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาจึงผิดไปหมด เพราะระบบคิดที่ผิดพลาด
Q6: อาจารย์มองว่า ประเด็นปัญหาหลักอยู่ที่จุดใด แล้วอาจารย์มีวิธีใดแนะนำบ้าง?
ระบบคิด ความคิดต่อการจัดการต่างๆ ถ้าจะมองจากทุกๆ เรื่อง อาจารย์คิดว่า เราต้องเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งเปลี่ยนโดยตัวมันเอง กับเปลี่ยนแปลงจากที่มันได้รับผลกระทบจากภายนอก ในฐานะนักวิชาการก็คิดว่า เราต้องมีเครื่องมือในการตรวจจับที่จะทำอย่างไรให้สังคมมีความสามารถในการตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงนี้ และรู้เท่าทันอยู่ตลอดเวลา อย่างนักวิชาการก็จะมีเครื่องมือการวิจัยตรวจวัดความเปลี่ยนแปลง แต่มันจะช้า บางชุมชนเราเห็นว่า เขาไวต่อการเปลี่ยนแปลง เอาตัวรอดได้
เพราะชุมชนมีพลังของคน มีวิสัยทัศน์ของผู้นำที่คิดได้ คิดเป็น รู้เท่าทัน และรู้ว่าตนเองมีดีอะไรบ้าง คือ “รู้จักทุนของตนเอง” เริ่มจากตนเอง รวบรวมภูมิปัญญา การจัดการวางระบบว่าควรจะเป็นอย่างไร มันต้องเริ่มต้นจากจุดนี้ เพราะการจัดการที่ผ่านมา เริ่มจากภายนอกเข้ามาจัดการภายใน
ดังนั้นชุมชนต้องหาวิธีการจัดการกับตนเอง แต่ก็ใช่ว่าทุกชุมชนจะจัดการตนเองได้ ซึ่งอาจจะต้องมีวิธีการกระตุ้นให้เกิดความคิด และเปลี่ยนระบบคิดเสียใหม่ อย่างงานวิจัยที่อาจารย์ทำเกี่ยวกับชุมชนในกรุงเทพฯ พบว่า คนกรุงเทพฯ เก่ง แต่ผู้รับผิดชอบ หรือเจ้าหน้าที่ไม่เก่ง ไม่รู้จักใช้ในสิ่งที่คนกรุงเทพฯ มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ คืออาจด้วยความคิดที่ว่าชาวบ้านจะโกง ความไม่ไว้ใจจึงเกิดขึ้น ตรงนี้ทำให้เราอยู่กันไม่ได้
Q7: สุดท้ายแล้ว อาจารย์อยากจะฝากอะไรให้แก่ผู้อ่านบ้าง?
สิ่งที่อาจารย์อยากจะฝากไว้ก็คือ ให้รู้ว่าตัวเรากำลังทำอะไร ให้รู้คุณค่าต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อชุมชน ควรจะเป็นอย่างไร อาจารย์จะสอนนักศึกษาในห้องเสมอว่า คนเราจะต้องรู้จักคุณค่าของตนเอง ถ้าคนเราไม่รู้จักคุณค่าของตนเองแล้ว จะไปคิดถึงคนอื่น หรือรู้จักคุณค่าของคนอื่นได้อย่างไร ชีวิตเราสามารถ U-turn ได้นะ ผิดพลาดแล้วก็ลุกขึ้นมาได้ “หากเรารักดีก็ต้องได้ดี”
นี่เป็นวาทะของอาจารย์ที่สอนลูกศิษย์เลยนะ คือให้คิด และตัดสินใจเอง เพื่อเผชิญกับโลกภายนอก และเตรียมตัวพร้อมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ เราต้องสร้าง Motivation ในชีวิตเสียก่อน สังคมถึงจะดีได้ และสุดท้ายเราต้องมองให้เห็นคุณค่าในตนเอง และคุณค่าของคนอื่น
ทางทีมงาน TopScholar.org เห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ข้อมูลนักวิชาการ | สาโรช โศภีรักข์, รศ.ดร.
กันยายน 8, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนักวิชาการ | ไพศาล กิตติศุภกร, รศ.ดร.
กันยายน 3, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนักวิชาการ | นพพร ลีปรีชานนท์, ผศ.ดร.
สิงหาคม 19, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนักวิชาการ | นราพร สังข์ชัย
สิงหาคม 11, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนักวิชาการ | สุรางค์ นุชประยูร, รศ.พญ.
สิงหาคม 7, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ทิศทางการปกครองท้องถิ่นไทย จากมุมมองของ ดร.โกวิทย์
สิงหาคม 2, 2008
สนทนาวิชาการครั้งปฐมฤกษ์นี้ เราได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม อาจารย์ประจำภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาให้แง่คิด และมุมมองที่อาจารย์มีต่อทิศทางการปกครองท้องถิ่นของไทย ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น
อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า การกระจายอำนาจก็เหมือนกับการกระจายการทุจริตคอรัปชั่นไปยังท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ?
ไม่เห็นด้วย เนื่องจากหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นก็คือ หลักที่ทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจภารกิจมากขึ้น เป็นการกระจายความรับผิดชอบให้แก่องค์กรท้องถิ่นที่ต้องทำงานทดแทนภาคส่วนของรัฐ เป็นการแบ่งเบาภารกิจรัฐบาล เพื่อทำให้งานจัดบริการสาธารณะต่างๆ ท้องถิ่นได้ใช้กระบวนการคิดกระบวนการมีส่วนร่วมที่จะต้องทำร่วมกับประชาชนในท้องถิ่น
ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจก็เหมือนกับการ กระจายการทุจริตคอรัปชั่นไปยังท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศนั้น เป็นคำพูดที่เปรียบเทียบ ซึ่งทำให้องค์กรท้องถิ่นต้องมาคิดว่า การกระจาย อำนาจที่กระจายเงิน ใช้งบประมาณกระจายภารกิจไปให้ท้องถิ่นต้องจัดทำภารกิจแบ่งเบาภารกิจรัฐบาล ปรากฏว่ามีบางท้องถิ่นก็มีการทุจริตคอรัปชั่น บางท้องถิ่นทำงานไม่โปร่งใส บางท้องถิ่นก็ทำงานขาดหลักการมีส่วนร่วม ซึ่งอันนี้ขัดกับหลักการกระจายอำนาจ
การกระจายอำนาจที่แท้จริงนั้น คือ การทำงานเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมที่จะช่วยกันจัดสรรทรัพยากรของคนในท้องถิ่นเป็นหลัก อาจจะรู้สึกว่าเขาได้เป็นเจ้าของภารกิจ เจ้าของงาน เจ้าของเงิน โดยหลักการแล้วหลักการกระจายอำนาจเป็นเรื่องที่ดี
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อาจารย์คิดว่า เราจะรักษาความสมดุลระหว่างแนวคิดการกระจายอำนาจของการทุจริตในการปกครองท้องถิ่นอย่างไร?
คิดว่าการกระจายอำนาจมันเป็นเรื่องที่ทำให้ท้องถิ่นต้องมีการทำงานที่โปร่งใส สิ่งสำคัญนั้น ก็คือ การทำให้เกิดการมีธรรมาภิบาลขึ้นในท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นต้องมีความปกครองรักษาธรรมาภิบาลในท้องถิ่น หมายถึงประชาชนต้องมีส่วนร่วมประชาชนต้องคอยตรวจสอบ ประชาชนต้องแสดงให้เห็นว่า ท้องถิ่นของตนเองทำงานได้อย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ผมคิดว่าการคอรัปชั่นในที่สุดมันจะลดลงไปเอง ถ้าประชาชนมีความคิดเห็นส่วนร่วมคอยกำกับดูแล และรู้สึกว่าท้องถิ่นของตัวเองเป็นที่หวงแหน และเป็นส่วนหนึ่งที่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สังคมไทยยังมีภูมิคุ้มกันเรื่องการทุจริตมากน้อยเพียงใดจะทำให้การบริหารงานปราศจากคอรัปชั่น?
ก็เห็นด้วยกับข้อนี้ เพราะสังคมไทยยังไม่มีภูมิคุ้มกันทางสังคมมากที่จะทำให้การบริหารท้องถิ่นปราศจากการทุจริต มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ผมคิดว่าสังคมไทยยังเพิกเฉย หรือยังไม่กระตือรือร้นที่จะช่วยกันคุ้มครองสังคมที่คุ้มกันสังคมให้ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น แต่ก็มองการคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่ปกติเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งเป็นอันตรายต่อองค์กรปกครองท้องถิ่นกับสังคมไทย ฉะนั้นสังคมไทยต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมเพื่อประชาชนจะได้เรียนรู้ได้ตระหนักถึงการทำงานที่ปราศจากการทุจริต และคอรัปชั่น
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความก้าวหน้าเรื่องการปกครองท้องถิ่นมากที่สุด อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร?
เห็นด้วยกับข้อนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีส่วนทำให้การปกครองท้องถิ่นมีความก้าวหน้ามากที่สุด โดยเฉพาะการบัญญัติหมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นไว้ในหลักการหลายเรื่อง รวมทั้งหมวดว่าด้วยสิทธิ และหน้าที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายประเด็น
ยกตัวอย่างเช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรม การพิทักษ์คุณธรรมจริยธรรมของบุคลากรของท้องถิ่น การทำงานของผู้บริหารท้องถิ่น การมีองค์กรพิทักษ์คุณธรรมก็มีส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงฐานะของพนักงานเป็นข้าราชการของการปกครองท้องถิ่น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นความก้าวหน้า และเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการมีคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่คอยดูแลการแต่งตั้งการโยกย้าย หรือการพัฒนาข้าราชการท้องถิ่น ผมคิดว่าส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่เพิ่มเติมแล้วก็ให้มีการกำกับดูแลตรวจสอบท้องถิ่นโดยภาคประชาชนง่ายขึ้น
ความก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีการพิทักษ์คุณธรรมข้าราชการท้องถิ่น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงฐานะข้าราชการท้องถิ่นเป็นข้าราชการท้องถิ่น มีกฎหมายข้าราชการท้องถิ่นแล้ว ก็มีการทำให้มันง่ายต่อการตรวจสอบโดยภาคประชาชน การเข้าถึงของประชาชนในการเสนอถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่มันจัดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการอัดฉีดเงินถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ไปให้องค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างที่กระทรวงมหาดไทย นักวิชาการของไทยบางคนกำลังทำอยู่ในขณะนี้มิใช่เป็นการกระจายอำนาจอย่างยั่งยืน อาจารย์มีความคิดเห็นในประเด็นนี้อย่างไร?
คิดว่าการกระจายอำนาจมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนภารกิจการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการโอนภารกิจ เมื่อมีการโอนภารกิจแล้ว การโอนเงินงาน งานก็คือภารกิจ เงินก็คืองบประมาณ รวมทั้งการยักย้ายถ่ายเทบุคลากรก็เป็นเรื่องที่จำเป็น
แต่การพัฒนาองค์กรท้องถิ่น หรือการกระจายอำนาจท้องถิ่นให้ยั่งยืนนั้น ผมคิดว่าจะต้องทำความเข้าใจกับส่วนภาคต่างๆ ทั้งในแง่ของภาคราชการ ส่วนภาครัฐ แล้วก็ส่วนภูมิภาคที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีคิดเป็นที่จะทำให้รู้ว่า เมื่อถ่ายโอนภารกิจลงไปแล้ว จำเป็นอยู่เองที่ต้องถ่ายโอนงบประมาณ น้ำหนักของงบประมาณแทนที่จะอยู่ในส่วนกลาง หรือภูมิภาคก็ต้องถ่ายโอนไปท้องถิ่น เพียงแต่ว่าการให้เงิน หรือจัดสรรงบประมาณแบบอัดฉีดเงินท้องถิ่นก็อาจเป็นประเด็นที่ไม่น่าพึงประสงค์นัก เพราะว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือ ทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีรายได้ของท้องถิ่นที่จะเพียงพอเลี้ยงตนเอง
ผมคิดว่าจะต้องไปปรับปรุงกฎหมาย รายได้ของท้องถิ่นเป็นหลักสำหรับประเด็นนี้ เพราะว่า การปกครองท้องถิ่นต้องมีรายได้จากภาษีอากรต้องมีวิธีคิดในการเก็บภาษีอากรอย่างเต็มกำลัง และต้องพัฒนาให้คนในท้องถิ่นต้องเรียนรู้ในการจัดเก็บภาษี จำเป็นต้องมีบุคลากรมืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาษีท้องถิ่นรายได้ท้องถิ่น เพื่อที่ทำให้การกระจายอำนาจของการปกครองท้องถิ่นมีความยั่งยืน มากกว่าที่คอยพึ่งงบประมาณของรัฐบาลกลาง ซึ่งจะทำให้การกระจายอำนาจนี้มีความยั่งยืน และก็มีการปรับเปลี่ยนไป
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
มีนักวิชาการบางคนเห็นว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นกับชุมชนท้องถิ่นยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้การปกครองท้องถิ่นไม่ประสบความสำเร็จ อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร?
เห็นด้วยว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นกับชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบันก็ยังแยกส่วนกันอยู่ เข้าใจว่าชุมชนท้องถิ่น หมายถึง กลุ่มองค์กรชุมชนท้องถิ่นทั้งที่รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และเหนียวแน่น มีผู้นำ มีกลุ่มต่างๆ เป็นกลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มทรัพยากร ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ก็มีความเข้มแข็งในตัวของตนเอง มีสวัสดิการชุมชน มีบอร์ดการบริหารจัดการตนเองได้ ซึ่งองค์กรปกครองท้องถิ่นต้องมุ่งเป้าหมายทำให้ชุมชนปกครองท้องถิ่น เป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่จะร่วมมือ และก็มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนกำหนดเป้าหมาย กำหนดวิธีคิด องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องดึงภาคส่วนที่เราเรียกว่า “ประชาสังคม” ที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่นเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ที่จะทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีเป้าหมายงานที่ชัดเจน และก็มีกระบวนการมีส่วนร่วมกระบวนการเรียนรู้บูรณาการ
ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายของชุมชนในระดับท้องถิ่นมีบริบทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มองค์กรชุมชนสถาบันในชุมชน และองค์กรปกครองท้องถิ่นจะต้องเป็นแกนหลักที่จะบูรณาการทำงานร่วมความคิดร่วมแผนพัฒนาร่วมดึงภาคส่วนต่างๆ เข้ามากำหนดเป้าหมายวิสัยทัศน์ องค์กรปกครองท้องถิ่นที่ดีส่วนใหญ่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นเนื้อเดียวกันกับองค์กรปกครองท้องถิ่น แต่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่จำนวนหนึ่งที่ยังแยกส่วนกับชุมชนท้องถิ่นอยู่แล้ว ทำให้ชุมชนนั้นมีความขัดแย้ง แต่ก็มีองค์กรท้องถิ่นที่ดีนั้นมีการทำงานร่วมกันกับชุมชนท้องถิ่น โดยมีองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นหลักที่คอยบูรณาการ
องค์กรการปกครองท้องถิ่นจะทำงานสำเร็จได้ก็จะต้องทำให้ชุมชนท้องถิ่นกับองค์กรปกครองท้องถิ่นนั้นเป็นเนื้อเดียวกันนั้นเอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ทางทีมงาน TopScholar.org ขอขอบคุณ รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม มา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่กรุณาสละเวลามาสนทนา เพื่อเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับทิศทางการปกครองท้องถิ่นไทย ให้ชาว TopScholar ได้รับทราบ
TopScholar’s Web Editor
ข้อมูลนักวิชาการ | ฐาปนา บุญหล้า, ศ.ดร.
มิถุนายน 28, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้อมูลนักวิชาการ | ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ, ผศ.
มิถุนายน 28, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||






















