ฝูงบินธันเดอร์เบิร์ดส
ตุลาคม 15, 2009
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทั้งหลาย กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Editor Talk คอลัมน์ที่รวบรวมความรู้ทางวิชาการ และสถานการณ์ต่างๆที่ผ่านมา และน่าสนใจในขณะนี้นะค่ะ เดือนนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปลายฝนต้นหนาวกันเลยทีเดียว เนื่องจากประเทศเราเจอสภาวะพายุ ฝนตกหนักทุกวัน ยังไงก็แสดงความห่วงใยกันตั้งแต่ต้นเลยนะคะ สิ่งแรกที่ทำได้คือการเริ่มต้นดูแลตัวเองในการพกร่ม และพักผ่อนให้เพียงพอ เชื่อว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรงแน่นอน
สำหรับอาทิตย์นี้ข่าวที่น่าสนใจและมีความสำคัญสำหรับเราชาวไทย คงไม่พ้นเรื่องของพระเจ้าอยู่หัวของเรา โดยล่าสุดสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 23 ความว่า วันนี้คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่าพระอาการทั่วไปคงที่ ผลการตรวจพระวรกายและพระอุระ (อก) พบว่าการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) ทุเลาลงจนเกือบปกติ คณะแพทย์ฯ จึงงดถวายการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของพระปัปผาสะ (ปอด) แต่ยังคงถวายการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดทั่วไปเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อต่อไป
ตามมาด้วยอีกข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจในขณะนี้ คือการมาของฝูงบินธันเดอร์เบิร์ดสเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเรากับ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไปถ้าใครบอกว่าเป็นธันเดอร์เบิร์ด เชื่อว่าหลายท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า หมู่บินผาดแผลง “ธัน เดอร์เบิร์ดส” หรือ “วิหคสายฟ้า” เป็นหมู่บินสาธิตของ กองทัพอากาศสหรัฐ ที่ตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศลุค (Luke) มลรัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นทีมผาดแผลงที่มีชื่อเสียงในชั้นแนวหน้าของโลก ปัจจุบันประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 C/D บล็อก 52 จำนวน 10 เครื่อง ในปีนี้นับเป็นปีแรกที่ทำการแสดงการบินด้วยเครื่องบินแบบนี้
นับตั้งแต่ปี 2496 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน “ธัน เดอร์เบิร์ดส” ทำการบินด้วย เครื่องบินไอพ่นมาโดยตลอด ประกอบด้วย เครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ-84 จี ธันเดอร์เจ๊ต (พ.ศ. 2496-2497) ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ร่วมปฏิบัติการในสงครามเกาหลีเข้าประจำการเป็นแบบแรก จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นเครื่องบิน ขับไล่แบบ เอฟ-84 เอฟ ธันเดอร์สทรีค (THUNDER-STREAK) (พ.ศ. 2498-2499) ในช่วง 3 ปีแรกของหมู่บินธันเดอร์เบิร์ดส ได้ทำการบินด้วยเครื่องบินตระกูล เอฟ-84 ต่อสายตาผู้ชมกว่า 9 ล้านคน สามารถทำการแสดงการบินถึง 222 ครั้ง รวมทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา หมู่บินผาดแผลง “ธันเดอร์เบิร์ดส” ทำการแสดงการบินโชว์ต่อสายตาของผู้คนกว่า 20 ล้านคนมาแล้วรอบโลก กว่า 1,000 ครั้ง โดยทุกประเทศที่หมู่บินผาดแผลง “ธันเดอร์เบิร์ดส” ไปทำการแสดงจะได้รับการประดับธงชาติติดไว้ที่ลำตัวเครื่องบินทุกเครื่อง เพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งในที่นี้รวมถึงธงไตรรงค์ของประเทศไทยด้วย โดยในปีนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ฝูงบินนี้มาที่ประเทศไทย โดยการแสดงครั้งนี้ได้นำไปเป็นส่วนหนึ่งของตารางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเที่ยวในประเทศไทยด้วย โดยการที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา จะพิจารณานำหมู่บินผาดแผลง “ธันเดอร์เบิร์ดส” ไปทำการบินแสดง ณ ประเทศใด อันดับแรกจะต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพด้วย สำหรับประเทศไทย นับเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีอย่างยิ่งกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการสถาปนาครบรอบความสัมพันธ์ระหว่างกันครบ 175 ปี เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นความสัมพันธ์ อันดีต่อเนื่องและยาวนาน
ถึงแม้ว่าการแสดงนี้จะได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เชื่อว่าจะยังคงติดตราตรึงใจสำหรับหลายๆท่านที่ร่วมรับรู้ เพราะไม่ใช่แค่การแสดงโชว์ผาดโผนอย่างเดียวอย่างที่กล่าวไปนะคะ แต่ยังสามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศได้อีกด้วย
ก่อนจากกันก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
* Image from http://photography.ratishnaroor.com/thunderbird-f16-pictures-at-utah-airshow
อาหารไทยในแอฟริกา
กันยายน 24, 2009
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านกลับมาพบกันอีกครั้งเป็นประจำกับ Editor Talk ในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ที่เป็นเว็บไซท์ในเชิงวิชาการที่เป็นเว็บไซท์ชั้นนำและมีผู้ติดตามมากมาย ซึ่งทางเรามีเรื่องราวดีๆ มาฝากกันประจำทุกๆสัปดาห์ ช่วงนี้สถานการณ์ในบ้านเราคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเท่ากับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น ประชาชนอย่างพวกเราก็หวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลชุดนี้ ทำให้บ้านเมืองดีวันดีคืน
หลังจากได้มีการร่วมกันชุมนุมของเหล่าคนเสื้อแดง ซึ่งผ่านพ้นไปด้วยดี จริงๆ แล้วประเทศเราเป็นประชาธิปไตยการออกความคิดเห็นเป็นสิ่งที่ไม่ผิดเหมือนอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็ต้องอยู่ในความปลอดภัย และสำคัญที่สุดเลย ถ้าให้เลือกได้คงจะมีหลายๆคนคิดว่าถ้าไม่มีเลยจะดีกว่า เพราะใครๆ ก็อยากให้คนไทยเรารักกัน
สำหรับอาทิตย์นี้นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 64 ณ นครนิวยอร์ก และการประชุม Pittsburgh Summit ณ นครพิตส์เบิร์ก ระหว่างวันที่ 21 - 27 กันยายน 2552 และร่วมกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศไทย ณ นครนิวยอร์ก ซึ่งการไปครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวนให้บริษัทการเงินที่สำคัญของสหรัฐฯเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
และเมื่อได้รับรู้สถานการณ์บ้านเมืองกันแล้ว กลับมาถึงเรื่องที่ผู้เขียนนำมาฝากกันดีกว่า เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินว่าอาหารไทยของเรานั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลามีคนมาเที่ยวเมืองไทย จะอยากลิ้มลองกับรสชาติของอาหารไทย แต่ ณ ปัจจุบัน ทราบกันหรือไม่ว่า อาหารไทย ประเทศไทยของเรานั้นไม่ได้เด่นดังแค่ต่างประเทศที่เราเรียกว่า “พวกฝรั่ง” อย่างเดียว ได้ข้ามทวีปไปถึงแอฟริกาใต้กันเลยทีเดียว
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังนำคณะผู้บริหารภาครัฐและเอกชนเยือนประเทศแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าโอกาสที่การส่งออกสินค้าของไทยเข้าตลาดแอฟริกายังมีแนวโน้มสูง และเชื่อว่ามูลค่าการส่งออกจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 1-2 ปี จากปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกเกือบ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นางพรทิวา กล่าวว่า เนื่องจากตลาดแอฟริกาเป็นตลาดใหม่ที่ยังมีความต้องการสินค้าบริการ และการลงทุนจากต่างชาติ และเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกค่อนข้างน้อย จึงเป็นตลาดที่มีการขยายตัวเป็นบวกและเป็นประตูการค้าในกลุ่มทวีปแอฟริกาได้ ซึ่งปัจจัยส่งเสริมการขยายตัวในตลาดแอฟริกา
โดย นางพรทิวา ระบุว่า อีก 2-3 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มจะเกิดวิกฤติภัยแล้งในทวีปแอฟริกา ทำให้ขาดแคลนอาหารและราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้น ซึ่งไทยมีความพร้อมสูงในการเป็นศูนย์กลางอาหารและเป็นประตูการค้าเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในกลุ่มทวีปแอฟริกา ที่มีประชากรประมาณ 930 ล้านคน โดยสินค้าไทยที่มีโอกาสขยายตัวสูงในตลาดแอฟริกานอกจากอาหารแล้ว ยังมีผ้าผืน สิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ อาหารประมง รถยนต์ ซึ่งผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่ของไทย ได้ตกลงผลิตรถเคลื่อนที่เพื่อให้บริการเอทีเอ็ม สำหรับผู้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลกปีหน้า
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดว่า ปีนี้การส่งออกสินค้าจากไทยไปแอฟริกาใต้จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ภาพรวมทั้งทวีปแอฟริกา การส่งออกสินค้าไทยจะขยายตัวประมาณร้อยละ 5-8 หรือมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปีหน้าตั้งเป้าหมายเฉพาะแอฟริกาใต้จะขยายตัวร้อยละ 10 ส่วนทั้งทวีปแอฟริกาจะขยายตัวร้อยละ 20 เพราะเศรษฐกิจโลก
ฟังดูแล้วประเทศไทยเราก็เกาะกระแสเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารไทยเท่านั้น ยังมีแนวโน้มที่จะทำให้สินค้าตัวอื่นเข้าสู่เศรษฐกิจโลกอีกด้วย สุดท้ายนี้หน้าฝนยังไม่จางหายไป ยังไงทางผู้เขียนและทีมงานเว็บไซท์ www.TopScholar.org แสดงความห่วงใยดูแลตัวเองกันด้วยนะค่ะ เชื่อว่าอีกไม่นานทั้งสถานการณ์บ้านเมือง ภาวะเศรษฐกิจต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
ก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องพิบัติภัยธรรมชาติ (สึนามิ) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
โครงการไทยเข้มแข็ง
กันยายน 9, 2009
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านกลับมาพบกันอีกครั้งกับเรื่องราวดีๆ ที่นำมาฝากกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบในแวดวงวิชาการหรือไม่ก็ตาม เรามีสาระเป็นที่น่าสนใจมาฝากกันอย่างสม่ำเสมอ ช่วงนี้คงไม่มีข่าวไหนน่าสนใจเท่ากับการพัฒนาให้ประเทศไทยของเรานั้นมีความแข็งแรง และเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ทำให้รัฐบาลที่เล็งเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ได้มีการเปิดตัว “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง” โดยวัตถุประสงค์ของการเปิดตัวนี้เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่จะได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการและเร่งรัดหน่วยงานเจ้าของโครงการ รวมถึงมีการเปิดตัวเว็บไซท์ www.tkk2555.com เพื่อเปิดช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลอีกทางหนึ่ง สำหรับโครงการนี้เป็นการจัดสรรงบประมาณล็อตแรกวงเงิน 2 แสนล้านบาทนี้ เน้นกระจายไปทุกส่วนของประเทศไทย โดยเมื่อแยกให้ไปตามกระทรวงต่างๆ มีกระทรวงที่ได้รับเงินลงทุนสูงสุดถึง 4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีโครงการหลักๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการลงทุนระดับชุมชนถึง 24 โครงการ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินโครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน
- กระทรวงคมนาคม เน้นที่โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว และการลงทุนระดับชุมชน
- กระทรวงสาธารณสุข เน้นที่โครงการพัฒนาและปรับปรุงโรงพยาบาลระดับจังหวัด เพิ่มครุภัณฑ์ทางด้านการแพทย์ และทำการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารตามโรงพยาบาลต่างๆ
แต่ที่ผู้เขียนว่าน่าสนใจและน่าจับตามองที่สุด คือ กระทรวงศึกษาธิการ เพราะว่ากระทรวงนี้เป็นพื้นฐานการพัฒนารากหญ้าหรือพื้นฐานการพัฒนาเยาวชนที่มีส่วนสำคัญในการศึกษาหาความรู้เพื่อมาทำให้ประเทศชาติมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป
โดยทาง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 40,000 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณนี้เน้นในเรื่องของระดับคุณภาพทางการศึกษาและมุ่งเน้นในเรื่องการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชน โดยได้มีโครงการหลักๆ ดังนี้
1. โครงการติวฟรีอย่างมีคุณภาพ หรือ “Tutor Channel เพื่ออนาคตชาติ เพื่อโอกาสทุกคน” ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทุกวันเสาร์ ผ่านทางช่อง 11 ในเวลา 10.00-12.00 น. ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กๆจะอยู่ประเทศไทย ณ จังหวัดใด ก็สามารถรับข่าวสารโครงการนี้ได้
2. โครงการเรียนดี 3 ระดับ เป็นการยกระดับคุณภาพทางการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ แบ่งเป็น โรงเรียนดีระดับชาติ โรงเรียนดีระดับอำเภอ โรงเรียนดีระดับตำบล โดยทำการมุ่งเน้นด้านวิชาการเป็นหลัก
3. โครงการยกระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่ามาตรฐาน คือ การถ่ายทอดการสอนทางไกลให้กับโรงเรียนเหล่านี้ โดยมีโรงเรียนไกลกังวลเป็นแม่ข่าย
4. โครงการยกระดับคุณภาพของโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร โรงเรียนเด็กด้อยโอกาส โดยเน้นมีการจัดเรือนนอนให้กับโรงเรียนของเด็กที่อยู่ห่างไกลบนพื้นที่สูง ต้องมีเรือนนอนให้ รวมถึงการจัดอุปกรณ์สื่อการเรียนสำหรับผู้พิการทั่วประเทศอีกด้วย
5. โครงการห้องสมุด 3 ดี เป็นโครงการที่มุ่งเน้นในด้านการเพิ่มเติมค้นคว้าหาความรู้ มีหนังสือในสภาพดี บรรยากาศในการอ่านหนังสือ และการมีบรรณารักษ์ที่ดี โดยจะมีการสัญจรไปตามห้องสมุดตามจังหวัดต่างๆด้วย
6. โครงการคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันอัตราส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียนไทย โดยเฉลี่ยคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียน 40 คน ซึ่งจะปรับสัดส่วนเป็น คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียน 10 คน และถือเป็นการปฏิรูประบบการศึกษาโดยใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศครั้งใหญ่ของประเทศไทย
7. โครงการ UniNet หรือโครงการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยการใช้ใยแก้วนำแสงเดินไปยังจุดสำคัญต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งนับว่าปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีส่วนสำคัญสำหรับการหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง
8. โครงการอบรมพัฒนายกระดับคุณภาพและศักยภาพของครู นับว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะถ้ารากฐานในการถ่ายทอดมีความรู้ ผู้ที่รับจะสามารถพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น โดยมีการแบ่งไว้ 2 ส่วน คือผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนประจำวิชา ทุกรายวิชา
9. โครงการศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค (Education Hub) ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะดึงนักเรียน นักศึกษาต่างชาติมาเรียนในประเทศไทย อย่างน้อย 1 แสนคน
10. โครงการมหาวิทยาลัยวิจัย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2552 ได้มีการประกาศมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ 9 มหาวิทยาลัย เป็นการยกระดับมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในปัจจุบันที่มีศักยภาพด้านการวิจัย ซึ่งได้มีการจัดงบประมาณส่งเสริมการวิจัยให้ 3 ปี 9,000 ล้านบาท ให้กับ 9 มหาวิทยาลัย เพื่อให้ไปทำการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ และนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การเกษตร สังคม และภาคบริการ ขณะเดียวกันก็ได้จัดงบประมาณเตรียมไว้อีก 3,000 ล้าน สำหรับ 96 มหาวิทยาลัยที่เหลือ เพื่อส่งเสริมการวิจัยที่มุ่งเน้นประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนา SME พัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง
11. การยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับอาชีวศึกษาสู่ความทันสมัย จะมีการจัดเตรียมครุภัณฑ์ อุปกรณ์เพื่อเดินหน้าสู่คุณภาพการเรียนการสอน เพื่อป้อนนักศึกษาที่มีคุณภาพสู่ตลาดเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต
นอกจากนั้นยังมีอีกหลายโครงการที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยถ้าเราสังเกตกันจะเห็นว่าในแต่ละโครงการเป็นสิ่งที่ดีที่จะมุ่งเน้น ให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจฟื้นตัว บุคลาการมีคุณภาพ คนตกงานน้อยลง ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าทั้งผู้อ่านและทางเราหวังว่าโครงการต่างๆที่ได้เสนอมาจะบรรลุไปในทางที่ดีขึ้น ดีขึ้นยิ่งไป
สุดท้ายนี้ก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องพิบัติภัยธรรมชาติ (สึนามิ) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
นมโรงเรียน
สิงหาคม 22, 2009
สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักและชื่นชมข่าวสารวิชาการ สัปดาห์นี้กลับมาพบกับเรื่องราวดีๆที่นำมาฝากกัน โดยวันนี้ขอเริ่มด้วย ข่าวที่ในหลวงของเราทรงมีพระราชดำรัส ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาบ้านเมือง ทรงห่วงประเทศกำลังล่มจม เพราะมีแต่คนแก่งแย่งชิงกัน ขอให้ผู้มีความรู้พาบ้านเมืองรอดพ้นภัย สร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง……….
แต่วันนี้เรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องราวที่ใหม่มาก แต่ยังคงได้รับความสนใจอยู่กับความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตนมโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องราวน่าตกใจว่าที่ผ่านมา ลูกหลานไทยเราได้กินนมที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ก็คงจะเป็นเรื่องดีที่เด็กไทยเราจะได้กินนมดีๆ กัน
แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักโครงการนมโรงเรียนก่อนว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2535 โดยเริ่มให้เฉพาะเด็กอนุบาลก่อน จนปัจจุบันมีถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวม 5,961,373 คน รวมงบประมาณ 6,819.03 ล้านบาท โดยมีจุดประสงค์หลักๆ 3 อย่าง คือ
1. เพื่อพัฒนาร่างกายของเด็กนักเรียนให้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมีน้ำหนักและส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข
2. เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กไทยรักการดื่มนม
3. เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้น้ำนมดิบในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของรัฐบาล
โดยความคืบหน้าล่าสุด พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้อำนวยการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังบุกเข้าจับกุมนำกำลังบุกเข้าจับกุม นายปิยะ แย้มชะยา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ทั้งนี้ ดีเอสไอมีหลักฐานว่ามีการฮั้วประมูลกันที่ อบต.พะโต๊ะ เทศบาลตำบลพะโต๊ะ และในหลายๆ พื้นที่ โดยทั้งสองคนได้สลับกันเข้าเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ให้ประโยชน์แก่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง
พ.อ.ปิยะวัฒก์ เปิดเผยว่า วันเดียวกันดีเอสไอเข้าตรวจค้นโรงงานผลิตนมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตนมโรงเรียนพร้อมกัน 3 โรง คือ 1. โรงนมบริษัท สหกรณ์โคนม ชะอำ-ห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 2. โรงนมฟาร์มชินบัญชร อ.สะเดา จ.สงขลา และ 3. โรงนมบริษัท นำศรีชล 96 ต.ทุ่งตะไคร อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร ทั้งนี้ ได้ตรวจยึดนมจากโรงงานทั้ง 3 แห่ง ส่งตรวจสอบคุณภาพ หากพบว่ามีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานก็จะถูกดำเนินคดีอีกในฐานความผิดปลอมปนอาหาร “นอกจากการทุจริตนมโรงเรียนใน จ.ชุมพร แล้วยังมี อบต. อีก กว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศที่ ดีเอสไอกำลังตรวจสอบ และมี อบต.ประมาณ 3,000 แห่งส่งข้อมูลมาให้ดีเอสไอแล้ว” พ.อ.ปิะวัฒก์ กล่าว
โดยความคืบหน้าเราๆ ท่านๆ ก็คงต้องติดตามผลกันต่อไป และเนื่องจากเรื่องนี้มีผู้คนสนใจเยอะทำให้ทาง สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาผลิตนม 4 ประเภท ได้แก่ นมกล่องยูเอชที นมพาสเจอไรซ์ นมข้นจืด นมผง พบว่านมทั้ง 4 ประเภทมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ โรงเรียนจะต้องเลือกนมแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับการขนส่ง และสถานที่ตั้งของโรงเรียน โดยเสนอแนวทางการดำเนินโครงการนมโรงเรียนเชิงนโยบาย ดังนี้
1. ผลิตภัณฑ์นม 4 ประเภท เมื่อเตรียมเป็นนมพร้อมดื่มอย่างถูกต้อง มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน โดยนมแต่ละประเภทมีข้อดีและด้อยต่างกัน จึงเหมาะสมกับโรงเรียนที่มีสภาพต่างกัน ทั้งนี้ นมทุกประเภทยกเว้นนมกล่องยูเอชทีมีราคาต่ำกว่างบประมาณต่อหัวเด็กต่อวันที่รัฐบาลจ่ายให้ ดังนั้น โรงเรียนสามารถจัดดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้สื่อที่มีคุณภาพให้ข้อมูลที่จำเป็นถูกต้องตามระบบของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ส.ป.ช.)
2. การบรรจุนมพาสเจอไรซ์ในภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ 10-15 ลิตร สามารถดำเนินการได้ดีในโรงเรียนที่อยู่ใกล้โรงงานแปรรูปนม ซึ่งช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในแง่ภาชนะบรรจุ ลดปริมาณขยะ และประกันได้ว่าเด็กทุกคนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพดี
3. เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้งบประมาณของชาติและของเกษตรกร รัฐบาลต้องสนับสนุนให้โรงเรียนใช้นมพาสเจอไรซ์ในท้องถิ่นเป็นอันดับแรก แต่ควรให้อิสระกับโรงเรียนในการใช้ข้อมูลวิชาการที่ถูกต้องในการเลือกใช้ประเภทของนมที่เหมาะสมกับสภาพโรงเรียนได้ด้วย
4. รัฐบาลต้องจัดให้มีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) ในช่วงปิดภาคเรียน โดยสามารถใช้เงินของโครงการอาหารเสริม (นม) ที่เหลืออยู่ ร่วมกับเงินของผู้ปกครองซื้อนมที่ผลิตจากโรงงานในท้องถิ่น โดยใช้นมดิบของเกษตรกรในท้องถิ่นทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
5. โรงเรียนที่บริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) ที่เลือกใช้นมประเภทที่มีราคาถูกกว่า ควรมีสิทธิในการใช้เงินส่วนนั้นในการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) ในช่วงปิดภาคการศึกษา ร่วมกับผู้ปกครอง และโรงงานแปรรูปนมในท้องถิ่น
อันนี้เป็นแค่หนึ่งในแนวทางการสนับสนุน เมื่อมีผู้สนับสนุนและแนวทางการแก้ไขเพื่อให้เยาวชนของเรา ได้รับสิ่งที่ดีๆ ทางผู้เขียนก็หวังว่าเรื่องราวนี้จะคลี่คลายไปในแนวที่ดี ก่อนจากกันทางผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่มีอยู่ TopScholar.org ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ผลงานวิชาการออกใหม่ โดยอาทิตย์นี้มีผลงานวิชาการน่าสนใจมากมาย เช่น หนังสือ “สารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาไทยถิ่น” ของ ผศ.ดร.ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ ที่ทำให้เราเข้าใจภาษาไทยท้องถิ่นของเรามากขึ้น หรือจะเป็นหนังสือ “เอกสารผู้รับการอบรมคณิตศาสตร์ประถมศึกษา” ของ สสวท. เป็นการให้ความรู้กับผู้ที่ได้รับการอบรมโดยเฉพาะ โดยผลงานวิชาการใหม่ๆเหล่านี้ได้ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ และมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ
อ้อ! และจะลืมไม่ได้เลย หากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเราก็สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
วันภาษาไทยแห่งชาติ
สิงหาคม 1, 2009
ในสัปดาห์นี้ Editor Talk กลับมาพบกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง ในอาทิตย์สิ้นเดือนเจ็ด ซึ่งมีเรื่องราวดีๆ มาฝากกัน เรื่องราวของไข้หวัดใหญ่ไม่จางหาย ก็อยู่ที่ตัวเราในการดูแลตัวเอง เริ่มจากช่วงนี้ฝนตกบ่อยเกือบทุกวัน ยังไงก็อย่าลืมพกร่มกันด้วยนะค่ะ ด้วยความปรารถนาดีจากบรรณาธิการ สำหรับช่วงนี้ขอยกประเด็นสดๆ ร้อนๆ เป็นวันสำคัญของคนไทยวันหนึ่งนั่นคือทางรัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เนื่องจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย และเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ
โดยวัตถุประสงค์
1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใยและพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย
2. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
3. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้มีความสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น
สำหรับทางด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2552 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งกล่าวเปิดงานว่า “ภาษาไทยเป็นสมบัติล้ำค่า วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมที่ดีของไทย มีภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น การส่งเสริมภาษาไทยเป็นเรื่องจำเป็น อย่างไรก็ตามเป็นห่วงในเรื่องการใช้ภาษาไทยทางสื่ออินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็ว ทำให้เกิดการใช้ภาษาไทยแบบผิดๆ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องแก้ไขปัญหาและอนุรักษ์ภาษาไทยให้ได้”
รวมถึงจากการสำรวจของโพลต่างๆ ได้รวบรวมว่าภาพในขณะนี้ที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย ปัญหาใหญ่เนื่องมาจากอิทธิพลจากการใช้ภาษาของสื่อ รวมถึงการออกเสียงควบกล้ำหรือการพูดไม่ชัด รองลงไป คือ การเขียนที่ไม่ถูกต้อง และการพูดปนกับภาษาต่างประเทศ และสำหรับแนวทางการแก้ปัญหาภาษาไทย จากความคิดเห็นของครูอาจารย์ นักเรียนนักศึกษา น่าจะเร่งแก้ในส่วนของการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ส่วนการส่งเสริมมีข้อเสนอให้จัดกิจกรรม และการให้ครอบครัวปลูกฝังการพูดที่ถูกต้อง และการจัดประกวด มีนิทรรศการ
เกี่ยวกับภาษาไทยมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นไม่ว่าจะมีคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย การที่กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนร่วมมือกันรณรงค์และตระหนักให้มีวันภาษาไทยแห่งชาติเกิดขึ้น ซึ่งจะมีขึ้นในทุกปี มันก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่คนในชาติทุกคนเล็งเห็นว่าเรามีภาษาเป็นของเราเอง เป็น “ภาษาประจำชาติ” การที่เป็นคนไทยก็ต้องพูดภาษาไทยเขียนภาษาไทยรักภาษาและประเทศของตัวเอง ซึ่งในหลายๆ ประเทศค้าไม่มีภาษาเป็นของตัวเองด้วยซ้ำ ดังนั้นทุกคนควรที่จะร่วมกันฟื้นฟู ทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์
ภาษาไทย อันเป็นเอกลักษณ์และสมบัติวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์หนังสือวิชาการออกใหม่ที่เป็นไฮไลต์ประจำเว็บไซท์ ตอนนี้มีหนังสือใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ “ความก้าวหน้ากระบวนการกระจายอำนาจในประเทศไทยและข้อเสนอ” ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ
หนังสือ “ประวัติคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา” ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้อีกแขนงหนึ่งที่น่าศึกษาเป็นอย่างมาก โดยผลงานวิชาการใหม่ๆ เหล่านี้ได้ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ และมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ
อ้อ! และจะลืมไม่ได้เลย หากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเราก็สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Editor Talk
มาดูสุริยุปราคากันเถอะ…
กรกฎาคม 23, 2009
ในสัปดาห์นี้ Editor Talk กลับมาพบกันอีกเช่นเคย กับเรื่องราวดีๆ ที่เอามาฝากกัน จะว่าไปเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนี่ก็เข้าเดือน 7 แล้วเป็นเดือนแห่งสายฝนกันเลยทีเดียว ยังไงก็ขอแสดงความห่วงใยกันตั้งแต่ตอนต้นเลยนะค่ะ ดูแลรักษาสุขภาพกันให้ดี เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก็ยังมีเรื่องยอดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างต่อเนื่อง เหมือนที่หน่วยงานภาครัฐกำลังรณรงค์กันอยู่ว่า “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่ตัวเราในการดูแลตัวเองมากกว่า รวมถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในภาวะตึงเครียด ก็เลยมีเรื่องราวสบายๆเกี่ยวกับการดูสุริยุปราคากัน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้
เนื่องจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “สุริยุปราคาเหนือฟ้าเมืองไทย 22 กรกฎาคม 2552” โดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวแถลงว่างานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วประเทศ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมีโอกาสไปร่วมกิจกรรมการสังเกตสุริยุปราคาในพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับภูมิลำเนาของตน และยังส่งเสริมบรรยากาศและความตื่นตัวทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ สร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงปีนี้สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล ได้ประกาศให้เป็นปีดาราศาสตร์สากล (International Year of astronomy 2009: IYA 2009) ด้วย
โดยในปี 2552 นี้ ได้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาขึ้นถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก คือ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2552 ในช่วงต้นปีและครั้งที่ 2 ซึ่งจะเกิดในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2552 เวลา 07.00 - 09.19 น. ซึ่งเป็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวง โดยมีแนวคราสตามเส้นทางที่พาดผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิคใต้ ส่วนสุริยุปราคาบางส่วนเห็นได้เป็นบริเวณแนวกว้างตามเส้นทางที่เงามัวของดวงจันทร์พาดผ่าน ได้แก่ เอเชียตะวันออกทั้งหมด อินโดนีเซีย และมหาสมุทรตอนใต้ โดยสุริยุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้กินเวลานานที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือ 6 นาที 39 วินาที
ที่นี้มีความรู้เล็กๆ น้อยๆ มาฝากกัน เพราะผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านเคยได้ยินและรู้จักกันบ้างแล้ว การเกิดสุริยุปราคานั้นเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ที่ดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรง ทำให้ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ และเงาของดวงจันทร์จึงตกมาบน บริเวณต่างๆ บนโลก สุริยุปราคาหรือเรียกอีกอย่างว่า สุริยะคราส หมายถึง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลกแล้วโคจรมาบังดวงอาทิตย์ จึงทำให้โลกไม่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ช่วงขณะหนึ่ง โดยเงาของดวงจันทร์จะตกมาบนโลก ทำให้บริเวณพื้นผิวโลกที่อยู่ใต้เงามืดของดวงจันทร์ เห็นดวงอาทิตย์มืดมิดเรียกว่า “สุริยุปราคาเต็มดวง” และบริเวณพื้นโลกที่อยู่ใต้เงามืดของดวงจันทร์ก็จะเห็นดวงอาทิตย์มืดเป็นดวงกลม โดยมีขอบสว่างล้อมรอบคล้ายวงแหวน เราเรียกว่า “วงแหวนสุริยุปราคา” ส่วนบางบริเวณก็เห็นดวงอาทิตย์มืดบางส่วนและสว่างบางส่วน เราเรียกว่า “สุริยุปราคาบางส่วน” ซึ่งสุริยุปราคาจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่ดวงจันทร์มักจะโคจรในระดับที่สูงหรือต่ำกว่าแนวระดับเดียวกัน (แนวเส้นตรงเดียวกัน) กับโลกและดวงอาทิตย์ ดังนั้น สุริยุปราคาจะเกิดขึ้นได้เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ (ตรงกับแรม 14-15 ค่ำ)
สำหรับในประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาแบบบางส่วน และสามารถเห็นได้ทุกภูมิภาค โดยแต่ละภูมิภาคจะเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาแตกต่างกัน ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนในครั้งนี้จะเกิดขึ้นนานที่สุดในภาคเหนือโดยสามารถสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาในทุกภูมิภาคไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ ภาคกลาง ได้ตั้งกล้องที่โรงเรียนเทพศิรินทร์และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ภาคเหนือ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภาคตะวันออก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปตั้งกล้องที่ระยอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา, มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยที่ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ สดร. เพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์สุริยุปราคาในประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนและสามารถเห็นได้ทุกภูมิภาค โดยแต่ละภูมิภาคจะเห็นปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกัน ที่กรุงเทพฯ นั้นดวงจันทร์จะเริ่ม บดบังดวงอาทิตย์ตอนในเวลาประมาณ 07.06 น.และสิ้นสุดเหตุการณ์ในเวลา 09.08 น.
ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนในครั้งนี้จะเกิดนานที่สุดในภาคเหนือ คือ ประมาณ 2 ชั่วโมง 12 นาทีที่จังหวัดเชียงราย โดยดวงอาทิตย์จะถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 69 ของพื้นที่ดวงอาทิตย์ แต่สำหรับบางพื้นที่ของโลก เช่น ประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นทางเงามืดของดวงจันทร์พาดผ่านจะเกิดเป็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวงโดยสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้จะกินเวลานานที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือ 6 นาที 39 วินาทีที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้
ดังนั้น ในการติดตามปรากฏการณ์สุริยุปราคานั้น ไม่ควรดูด้วยตาเปล่าเพราะดวงอาทิตย์มีแสงมาก จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูง และวัสดุที่อาจนำมาใช้เป็นแผ่นกรองแสงได้ เช่น แผ่นซีดี หรือดีวีดี แต่ต้องแน่ใจว่าสารเคลือบไม่หลุดลอก แผ่นซีดีหรือดีวีดีสามารถกรองแสงอินฟราเรดได้แม้ว่าภาพดวงอาทิตย์อาจไม่คมชัดนัก นอกจากนี้ยังสามารถใช้กระจกช่างเชื่อมเบอร์ 14, แว่นตาดูดวงอาทิตย์ หรือการใช้กล้องรูเข็มฉายภาพลงบนฉากรับภาพก็มีความปลอดภัยเนื่องจากเราไม่ได้มองดวงอาทิตย์โดยตรง ผู้เขียนก็ขอฝากไว้ เราจะได้ดูสุริยุปรคาอย่างสนุกสนานและปลอดภัยด้วย
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” หรือแม้แต่คอลัมน์ซึ่งเป็นไฮไลต์ของเว็บไซท์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ “คู่มือประชาชน สำหรับการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ของคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ และ หนังสือ “ปัญหาภาษาและวัฒนธรรมไทย” ของศูนย์ให้คำปรึกษาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชม และแนะนำเว็บไซท์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
แผนการปฏิรูปการรถไฟ
มิถุนายน 30, 2009
ในสัปดาห์นี้ Editor Talk กลับมาพบกันอีกเช่นเคย กับเรื่องราวดีที่เอามาฝากกัน จะว่าไปเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนี่ก็จะหมดเดือน 6 กันแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองก็ยังมีเรื่องยอดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้น่าจะเป็นการดูแลสุขภาพตัวเอง มันคือการปกป้องที่ดีที่สุด และกระแสน้องหมีแพนด้าน้อยก็ยังไม่จางหายไปไหน ทำการโหวตชื่อทางไปรษณีย์กันอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ที่ไม่น่าจะเป็นประเด็นขึ้นมาก็สามารถสร้างกระแสกลบเรื่องอื่นๆ ไปได้ทีเดียว ที่อยู่ดีๆ รถไฟทั้งประเทศก็หยุดวิ่ง
เนื่องจากทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยรวมถึงพนักงานต่างๆ ได้ประท้วงโดยการหยุดวิ่งรถไฟทั่วประเทศนั้น โดยประชาชนที่จะต้องเดินทางโดยสารทางรถไฟเกิดความเดือดร้อนอย่างมากมาย
ทางด้านนายสาวิตย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การหยุดรถครั้งนี้เกิดจากสมาชิกสหภาพและพนักงานที่ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปการรถไฟ ส่วนหยุดรถเป็นเวลานานเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องจะส่งคนมาเจรจา และสหภาพพร้อมที่จะพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานการรถไฟ ได้เสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลและรัฐมนตรีคมนาคมหลายครั้ง แต่ไม่มีใครสนใจ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังพยายามที่จะปฏิรูปรถไฟต่อไป โดยที่สหภาพไม่เห็นด้วย”
ขณะที่นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงได้ทำหนังสือนัดว่าวันอังคารที่ 23 มิถุนายน เวลา 15.00 น. จะมีการพูดคุยเจรจากับสหภาพ เพราะไม่ประสงค์ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ก็มีการหยุดเดินรถเสียก่อน ซึ่งตนเข้าใจเจตนาของสหภาพดีว่าเขาไม่ต้องการแปรรูป แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวเป็นเรื่องการแปรรูปการรถไฟ แต่เป็นการตั้งบริษัทแอร์พอร์ตลิงค์ขึ้นมา และที่ผ่านมาได้มีการเดินสายชี้แจงกับพนักงานทั่วประเทศมาแล้ว
หลังจากที่ได้มีการหารือกันแล้ว จึงเกิดการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ยังยืนยันในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 เท่ากับปฏิเสธข้อเรียกร้องข้อ 1 ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญที่ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ว่าด้วย “แผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย” นำเสนอโดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง
สาระสำคัญคือ จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทเดินรถ และบริษัทบริหารทรัพย์สิน แยกออกมาโดยการรถไฟฯ ถือหุ้น 100% บริษัทแรกมีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท บริษัทหลังมีทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท การจดทะเบียนของทั้งสองบริษัทจะต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วันหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติ จากนั้นพิจารณาแบ่งแยกภารกิจ สินทรัพย์และหนี้สิน ระหว่างการรถไฟฯ และบริษัทลูกทั้งสอง โดยภารกิจของบริษัทบริหารจัดการทรัพย์สินนั้นจะมีหน้าที่ในการดำเนินการให้เอกชนพัฒนาและบริหารที่ดินทั้งหมด ขณะที่บริษัทเดินรถทำหน้าที่ดูแลเรื่องการเดินรถใน 4 หน่วยธุรกิจ
ขณะที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟฯ ไปเจรจาทำความเข้าใจกับสหภาพแรงงานการรถไฟฯ อย่างน้อยก็ปรับความคิดและความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เพราะจริงๆ แล้วความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นเป็นกรรมการสหภาพการรถไฟฯ ชุดปัจจุบันที่มี นายสาวิต แก้วหวาน เป็นประธานคนปัจจุบันเป็นคนละชุดกับกรรมการสหภาพชุดเดิม อีกทั้งความเห็นของสหภาพการรถไฟฯ 2 ชุดก็ต่างกัน
ส่วนทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า เตรียมพบปะหารือ กับประธานบริษัท China Railway Engineering Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจีนที่ดูแลเรื่องรถไฟ เพื่อหารือถึงการปรับปรุงรถไฟ และเชิญชวนให้มาร่วมลงทุนเพราะรัฐบาลต้องการที่จะเชื่อมต่อรถไฟในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับจีนที่สร้างเส้นทางรถไฟมาถึงเวียดนาม และจะขยายต่อมาถึงประเทศกัมพูชาด้วย โดยเรื่องการท่องเที่ยวนั้น นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลจีน ทำความเข้าใจกับประชาชนให้มาท่องเที่ยวในไทย ซึ่งทางจีน ยืนยัน จะให้การสนับสนุนให้คนจีนมาเที่ยวเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า การตั้งบริษัทลูก 2 บริษัทเป็นการแปรรูปการรถไฟฯ ที่ไม่ใช่นักการเมืองและนักธุรกิจได้ประโยชน์ แต่เป็นที่ประชาชนจะไม่ถูกขูดรีดค่าโดยสารในอนาคต ในทั้งนี้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหยุดเดินรถไฟสามารถอธิบายชี้แจงให้พนักงานและประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างถ่องแท้ว่าการฟื้นฟูการรถไฟฯตามแผนนั้นมุ่งที่ประโยชน์ของการรถไฟฯ จริงๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้าอธิบายไม่ได้ หรืออธิบายแล้วคนไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อก็ยากที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังจะเดินหน้าฟื้นฟูการรถไฟฯ ไปได้อย่างราบรื่น
ก็อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวให้ฟังไปแล้วถ้าทางคณะรัฐบาลดำเนินการ “แผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย” โดยอิงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักใหญ่ ก็คงทำให้ทั้งผู้เขียนผู้อ่านมีความสุข โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าวางแผนเดินทาง ทางรถไฟ แล้วอยู่ดีๆ รถไฟก็หยุดวิ่งโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์ซึ่งเป็นไฮไลต์ของเว็บไซท์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ “การเพิ่มอายุการใช้งานของระบบม่านน้ำจากหน่วยพ่นสี” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ เรื่อง “พุทธจริยศาสตร์ การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์” ของ ผศ.ดร.วิทยา ศักยภินันท์ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
โครงการเช็คช่วยชาติรอบ 2
มิถุนายน 15, 2009
Editor Talk กลับมาพบกันอีกเช่นเคย กับเรื่องราวดีๆ ที่มีมาฝากกันอย่างต่อเนื่อง มีข่าวมากมายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้แบบทันยุคทันสมัย ยิ่งไปกว่านี้มีข่าวน่าสนใจหลากหลายข่าวทีเดียว กระแสแพนด้าน้อยก็ยังไม่จางหายไป มีการส่งไปรษณียบัตรรวมกันคิดชื่อเจ้าแพนด้าน้อย (ใครยังไม่ได้ส่งอย่าลืมส่งนะค่ะ) หรือข่าวเข้มข้นขึ้นมา ก็คือการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่ลุกลามมาถึงไทยขนาดต้องสั่งปิดโรงเรียนกันเลยที่เดียว มีทั้งข่าวน่ารักๆ และเข้มข้นไปแล้ว แต่ที่ท่านผู้อ่านสนใจกันเป็นพิเศษน่าจะเป็นการกำหนดแจกโครงการเช็คช่วยชาติรอบใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายนนี้
ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นบุคคลภาครัฐ และผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม โดยจ่ายเงินเป็น “เช็คช่วยชาติ” ให้รายละ 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยสร้างกำลังซื้อภายในประเทศในวงกว้างอย่างทั่วถึง เห็นผลเร็วและรั่วไหลน้อยที่สุด เพื่อพยุงเศรษฐกิจช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหดตัวในระยะเร่งด่วน
หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 โดยจ่ายไปแล้วในรอบแรกเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 52 จำนวน 8,803,478 รายไปแล้ว แบ่งผู้มีสิทธิได้รับเช็คช่วยชาติเป็น 2 กลุ่ม คือ
1) ผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ได้แก่
• ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40
• ผู้ประกันตนตามมาตรา 38 ที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2551 และยังได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม ต่อไปอีก 6 เดือน
2) บุคลากรภาครัฐ ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการครู และบุคคลทางการศึกษา ข้าราชการทหาร ตำรวจ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว (เฉพาะงบบุคลากร) เจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ข้าราชการบำนาญ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดง อาสาสมัครทหารพราน
ต่อมาได้มีมติเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม และวันที่ 21 เมษายน เพื่อช่วยเหลือบุคลากรเพิ่มเติมอีก 6 กลุ่ม ได้แก่
• บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• บุคลากรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
• ทหารเกณฑ์ของกระทรวงกลาโหม
• บุคลากรของหน่วยงานรูปแบบพิเศษ (องค์กรมหาชน)
• พนักงานรัฐวิสาหกิจ
• ครู บุคลากรด้านการศึกษาในโรงเรียนเอกชน
โดยกรมบัญชีกลางได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบดังกล่าวมาประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ค. เพื่อชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการต่างๆ และเพื่อสำรวจรวบรวมข้อมูลของผู้มีสิทธิที่อยู่ในสังกัด โดยให้จัดส่งข้อมูลที่มีสิทธิได้รับเช็คให้กรมบัญชีกลาง ภายในวันที่ 5 มิ.ย. เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความซ้ำซ้อนของข้อมูล มีบางหน่วยงานที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนก็ส่งกลับไปแก้ไขและส่งกลับมาภายในวันที่ 8 มิ.ย. โดยรอบแรกนี้ทางธนาคารกรุงเทพจะพิมพ์เช็คลง วันที่ 16 มิ.ย. 2552 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ รับเช็คได้ในวันที่ 15 มิ.ย. 2552 และกรณีที่ดำเนินการไม่ทันในรอบแรก สามารถส่งข้อมูลได้ถึงวันที่ 23 มิ.ย. โดยจะออกเช็ควันที่ 30 มิ.ย. 2552 และได้รับเช็ควันที่ 29 มิ.ย. 2552 หลังจากนี้จะไม่มีการแจกเช็คช่วยชาติลักษณะนี้อีก
สำหรับขั้นตอนการรับเช็คช่วยชาติ หน่วยงานที่รับผิดชอบบุคลากรแต่ละกลุ่ม จะรับเช็คที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ 2 ครั้ง คือวันที่ 15 และ 29 มิ.ย. 52 แล้วหน่วยงานก็มีหน้าที่จ่ายเช็คช่วยชาติให้แก่ผู้มีสิทธิต่อไป
สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรเพิ่มเติมให้ 6 กลุ่ม แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1. พนักงานรัฐวิสาหกิจ ใช้ในวงเงินที่รัฐจัดสรรรอบแรกในส่วนของบุคลากรภาครัฐ 2,652 ล้านบาท ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมบัญชีกลาง
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช. คลัง กล่าวว่า “ที่ผ่านมาการประเมินแล้วว่า ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการจ่ายเช็คช่วยชาตินี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ประชาชนพึงพอใจและที่สำคัญเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคจากกลุ่มแรกที่รับเช็คช่วยชาติมีการใช้จ่ายในเศรษฐกิจกว่า 16,908 ล้านบาท และสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับเช็คกลุ่มแรก ยังมีเวลาถึงวันที่ 23 มิ.ย. 52 ถ้าพ้นกำหนดแล้วจะนำส่งคืนคลัง”
ส่วนทางด้าน นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. เศรษฐกิจ ได้เห็นชอบในทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือ เอสพี 1 รายงานความคืบหน้าของโครงการรับผิดชอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทราบทุก 2 สัปดาห์ เพื่อนำไปประเมินผลทางเศรษฐกิจและรายงานให้ ครม. ทราบ หลังผลการเบิกจ่ายเงินของเอสพี 1 พบว่าจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 52 เบิกจ่ายได้ 55,831.76 ล้านบาท หรือ 47.84 % ของวงเงินรวม 116,700 ล้านบาท
ฟังท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีกล่าวรายละเอียดเรื่องดังกล่าวกันแล้ว ทำให้รู้ว่ามีการรับเพิ่มเติมอีก 6 กลุ่ม ท่านผู้อ่านสามารถไปรับเช็คช่วยชาติได้ที่ สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 29 มิ.ย. 52 นี้ หรือติดต่อสอบถามที่ www.เช็คช่วยชาติ.com ….ผู้เขียนขอฝากไว้เท่านี้ค่ะ
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องพิบัติภัยธรรมชาติ (สึนามิ) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ยืด… โครงการรถเมล์ NGV
มิถุนายน 4, 2009
Editor Talk มาพบกันเช่นเคยกับเรื่องราวดีๆ ที่มีมาฝากกันอย่างต่อเนื่อง มีข่าวมากมายที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้แบบทันยุคทันสมัย ยิ่งไปกว่านั้นในระยะนี้มีข่าวน่าสนใจหลายเรื่องทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นข่าวน่ารักๆ อย่างเจ้าหมีแพนด้าช่วงช่วง กับหลินฮุ้ย ที่ได้ให้กำเนิดทายาทตัวน้อยๆ ซึ่งข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไปก็สร้างความสนใจให้ประชาชนทั่วประเทศ ทั้งลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงผู้ใหญ่ต่างก็ร่วมยินดี และมีบางกลุ่มถึงขนาดเดินทางไปถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อได้ไปชื่นชมลูกหมีแพนด้าด้วยตาตนเองเชียวนะ (แหม! ยกนิ้วให้เขาเลย) หรือจะเพิ่มดีกรีความเข้มข้นของข่าวมาอีกนิดกับข่าวที่น่าจับตามองและเราทุกคนควรจะติดตามเป็นอย่างยิ่งกับโครงการรถเมล์ NGV โครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง ผู้เขียนจึงไม่อยากนิ่งดูดาย ทันทีที่ข่าวได้ถูกเผยแพร่ออกมา ผู้เขียนจึงรีบนำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านอย่างควันเช่นกันค่ะเรียกได้ว่า “อาหารมื้อนี้ จานด่วนจริงๆ”
ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 40 ส.ว. เสนอให้ขยายเวลาการศึกษาโครงการเช่ารถเมล์ 4 พันคัน ออกเป็น 3 เดือน และให้หน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยศึกษาร่วมกับทางสภาพัฒน์ฯ (สศช.) ด้วยว่า ขณะนี้เราไม่ได้เจาะจงไปที่ตัวสำนักงาน สศช. แต่ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการของ สศช. ซึ่งตนคิดว่าก็มีผู้ที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญและน่าจะมีเครือข่าย ตนคิดว่าถ้าเขาใช้เวลาไปศึกษา 1 เดือน และหากจำเป็นในแง่ที่ต้องการดึงเอาฝ่ายอื่นๆ เข้ามาก็สามารถที่จะรายงานมาได้รัฐบาลก็ยินดี
เมื่อถามต่อว่ามีการเสนอให้ทำประชาพิจารณ์ในโครงการนี้ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าเรื่องการปรับปรุงรถเมล์เป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะยอมรับได้ เพราะสภาพของการบริการ และปัญหาของ ขสมก. ตนมั่นใจว่าไม่มีใครคิดว่าควรจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปอย่างไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นอย่างไรก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง
“สิ่งที่เป็นความต้องการของคนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือ การมีรถใหม่ รถสะอาด บริการที่ดี ระบบที่สะดวก เชื่อมโยงกับขนส่งมวลชนอื่นได้ในอนาคต ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ไม่ควรจะต้องมีการมาตั้งคำถามว่าควรจะทำหรือไม่ วันนี้ก็ติดอยู่เพียงประเด็นเดียวว่าการจะได้รถเพื่อเข้าสู่ระบบนั้นวิธีการที่จะหามา วิธีการใดที่คิดว่าดีที่สุดเท่านั้นเอง ประเด็นวันนี้อยู่ที่ว่าการเช่าหรือการซื้อสิ่งไหนจะคุ้มค่ามากที่สุด และถ้าตัดสินใจเลือกวิธีการใดแล้ว ก็ต้องไปสู่กระบวนการที่โปร่งใสที่สุด ในเชิงการบริหารสมมติว่าการซื้อเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ก็ไม่ใช่ว่าจะซื้อในราคาไหนก็ได้ ก็ต้องเข้าไปสู่กระบวนการที่โปร่งใสว่าจะซื้อในราคาใด ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับสังคมได้อย่างไรว่าโครงการดังกล่าวไม่ใช่เป็นเรื่องแค่นักการเมืองตกลงกันได้ แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เวลานี้ไม่ใช่เรื่องของนักการเมือง แต่เวลานี้เป็นเรื่องที่ให้ทางคณะกรรมการของ สศช. ได้ดูในเชิงเทคนิค และการบริหารว่าวิธีการใดดีที่สุด ซึ่งก็หมายความว่าการจะเดินหน้าในโครงการนี้ได้ความโปร่งใสคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งก็ได้ย้ำมาโดยตลอด
ถามว่าทำไมรัฐบาลไม่มีนโยบายที่เป็นของตัวเอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่จะตอบได้ว่าเช่า หรือซื้อดีกว่ากัน เพราะมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าใช้วิธีการซื้อก็จะเป็นสินทรัพย์ของเรา แต่ขณะเดียวกันปัญหาที่ผ่านมา ระบบการซ่อมบำรุง ดูแล ก็มีปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ ถ้าเรามีคนเข้ามารับผิดชอบทุกอย่างได้ ก็จะเป็นข้อดี แต่ขณะเดียวกันความยืดหยุ่นและความคล่องตัวก็น้อยกว่าถ้ามีการปรับเปลี่ยน ดังนั้นมันจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ก็ไม่สามารถที่จะบ่งชี้ได้ว่าวิธีไหนดีกว่ากันแน่นอน
เมื่อถามว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่กล้าตัดสินใจแต่กลับใช้วิธีการยืดเวลาออกไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้เวลาเพียงเดือนเดียว ความจริงเรื่องนี้ค้างมาก่อนหน้านี้นานแล้ว พูดกันมาตั้งแต่ต้นหรือกลางปีที่แล้ว และก็มีปัญหาด้านตัวเลขมาโดยตลอด พอมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันเมื่อมีการเสนอโครงการเข้ามา ก็ใช้เวลา 2 สัปดาห์ไปไล่ดูตัวเลขในส่วนของการเช่าก็สามารถลดจำนวนเงินการลงทุนไปได้มาก ประมาณ 5 พันล้านบาท แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าถ้าใช้วิธีการซื้อจะดีกว่านี้หรือไม่ ก็ต้องไปดูกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่พรรคภูมิใจไทยตั้งแง่ว่าที่รัฐบาลไม่ผ่านโครงการนี้ก็ เพราะต้องการดึงเรื่องของรถเมล์ไปทำเพื่อให้เป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์เอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่มีการพูดถึงตรงนั้น ความจริงความคิดเรื่องการจะโอนรถเมล์ไปให้กรุงเทพมหานครทำมันมีมาก่อน จนถึงขั้นมีมติ ครม.ไปแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จเพราะมีปัญหาเรื่องหนี้สินที่ค้างอยู่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการในครั้งนี้ก็จะมีการปฏิรูปองค์การขนส่งมวลชนไปด้วย เพราะในโครงการนี้สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือ ระบบตั๋วจะต้องเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเสนอทางออกให้กับพนักงาน เพราะจะต้องมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของจำนวนคนพอสมควร เพื่อที่จะลดต้นทุน จะต้องมีโครงการที่รองรับพร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนตรงนี้
“ขอยืนยันเลยว่าการทำครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนรถอย่างเดียว มันต้องมีการเปลี่ยนระบบของตัวบริการ เหมือนกรณีที่ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่มีมติเกี่ยวกับเรื่องรถไฟให้ชัดเจนเลยว่าต่อไปตัวการรถไฟที่เป็นตัวแม่ก็ทำในเรื่องของราง แต่ในส่วนของการเดินรถต้องแยกองค์กรออกมา การมาบริหารในเรื่องของทรัพย์สิน ในเรื่องที่ดิน ก็ต้องแยกออกมา และเชื่อว่าจะทำให้การขาดทุนลดลงเยอะ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่าเรื่องนี้ถึงขั้นต้องมีการเคลียร์ใจกับพรรคภูมใจไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนว่าทุกอย่างมีเหตุผลชัดเจนอยู่แล้ว และรัฐมนตรีทุกคนก็ดูเข้าใจดี ไม่เห็นมีข้อโต้แย้งอะไรใน ครม. เมื่อได้ข้อสรุป เมื่อถามว่าในรายละเอียดของโครงการพอจะจับได้บ้างหรือไม่ว่ามีการทุจริตอะไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรียนว่าในเรื่องของตัวเลขมีการถกเถียงกันก็ยังมีตัวเลขที่เห็นต่างกันอยู่ เช่น เรื่องของดอกเบี้ย โดยเฉพาะเรื่องค่าซ่อมนั้นเป็นปัญหามาก เนื่องจากฝ่ายหนึ่งก็อิงในสภาพที่เป็นอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งก็ไปอิงเอาการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าฯ ซึ่งความจริงไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยตรง แต่ศึกษาในเรื่องการกำหนดค่าตอบแทนว่ารัฐควรจะชดเชยเท่าไหร่ กรณีที่รถเมล์ให้บริการฟรีหรือการให้บริการต่ำกว่าต้นทุน อีกทั้งมีปัญหาที่ถกถียงกันว่าในเรื่องการซ่อม เรื่องมาตรฐาน เรื่องยางและเรื่องต่างๆ ที่ยังมีความแตกต่างกันจึงยังมีตัวเลขที่เป็นข้อถกเถียง แต่ทางกระทรวงคมนาคมก็ยืนยันว่าได้ปรับลดลงมาจนถึงที่สุดแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามว่าแล้วถ้าใช้วิธีการซื้อมันจะถูกกว่ากันหรือเปล่า
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลักของนายกรัฐมนตรีในวันนี้คือการรักษาความรู้สึกของพรรคภูมิใจไทยหรือรักษาความรู้สึกของประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ผมทำในสิ่งที่ผมคิดว่าควรจะได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในแง่ของตัว ขสมก. ที่จะต้องฟื้นมาให้ได้ และมีการบริการที่ดีถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด ส่วนที่มีการพูดถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงด้วยนั้น ก็เป็นเรื่องของการคำนวณในตัวเลขรวม แต่ถ้าใช้วิธีการเช่า ขสมก. ก็จะไม่ต้องมารับผิดชอบในส่วนนี้
เมื่อถามว่าส่วนราชการเองทำไมไม่มีการเสนอเข้ามายังรัฐบาล เพราะหลายหน่วยงานขณะนี้ก็ใช้วิธีการเช่าเป็นส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็มีทั้งสองกรณีทั้งการเช่าและซื้อ ยอมรับว่าหลายหน่วยงานเปลี่ยนจากการซื้อมาเป็นการเช่า ขณะเดียวกันก็เริ่มมีหลายหน่วยงานบ่นว่าแพง อย่างกรณีของกระทรวงยุติธรรมก็หยิบยกมาพูดว่าพอเช่าไปได้สักระยะหนึ่งก็ต้องทบทวนว่าการซื้อถูกกว่าหรือไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนของการเช่าก็ยังมีปัญหาในเรื่องของอายุการเช่าที่มีถึง 10 ปี ซึ่งดูจะยาวไปกว่าอายุการใช้งานของรถ
ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะเห็นด้วยกับการซื้อมากกว่าการเช่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า “ครับ แต่ก็มีข้อกังวลว่าถ้าหากใช้วิธีการซื้อแล้ว ลักษณะการซ่อมบำรุง การรักษารถยังคงเป็นอย่างในปัจจุบันมันก็ลำบาก เพราะในช่วงเริ่มต้นการซื้อมันดูถูกกว่าแน่นอน แต่ถ้าค่าซ่อมเป็นอย่างที่เป็นอยู่กว่าจะครบ 10 ปี ตามอายุการเช่าก็อาจจะแพงกว่า จึงจำเป็นต้องให้กลับไปดูให้ชัดเจนว่าวิธีไหนน่าจะดีที่สุด” ที่มา : www.komchadluek.net
ฟังท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กันไปแล้ว เรื่องดังกล่าวอาจนับว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบเป็นพิเศษ เพราะนอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว ในด้านของการใช้บริการของประชาชนเกี่ยวกับค่าบริการก็นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันให้ละเอียดด้วยว่าส่วนได้ส่วนเสียที่ประชาชนจะได้รับนั้น มีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร และผลกระทบจะออกมาในเชิงลบหรือเชิงบวกมากกว่ากัน… ผู้เขียนขอฝากไว้ด้วยค่ะ
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ TopScholar ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องพิบัติภัยธรรมชาติ (สึนามิ) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซท์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ และมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ อ้อ! และจะลืมไม่ได้เลย หากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเราก็สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญ?
พฤษภาคม 25, 2009
สำหรับ Editor Talk สัปดาห์นี้ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลง ขอหยิบยกประเด็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่กำลังเป็นที่จับตามองของคนไทยทั่วประเทศ กับเรื่องการกู้เงินจำนวนหลายแสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งผู้เขียนได้ยินครั้งแรกก็ถึงกลับอึ้งกิมกี่ไปเลย ว่าจำเป็นที่ต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นเชียวหรือ? เพราะที่ผ่านมาเราคนไทยทุกคนได้หายใจคล่องคอไปไม่กี่ปีกับการปลดหนี้ IMF และแน่นอนค่ะว่า ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ต้องเกิดข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน อย่างน้อยต้องมีคำถามเกิดขึ้นมาในใจบ้างล่ะว่า นำมาใช้ส่วนไหน อย่างไร แล้วจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้จริงอย่างที่ว่าไว้หรือไม่ ล่าสุดหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ได้เสนอข่าวดังกล่าว ผู้เขียนอ่านข่าวแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนำมาฝากท่านผู้อ่านกัน เพราะนับว่าเป็นข่าวที่คนไทยทุกคนควรจะได้รับรู้เพื่อติดตามกันต่อไป สำหรับเรื่องราวดังกล่าวสามารถติดตามได้ในรายละเอียดค่ะ
นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 ซึ่งเป็นการกู้เงิน 4 แสนล้าน ที่ขัดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 184 โดยได้เข้าชื่อ ส.ส.ของพรรคจำนวนหนึ่งในห้าตามรัฐธรรมนูญ 185 กำหนดไว้ โดยพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ ในลักษณะซ่อนเงื่อน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภาโดยฉกฉวยแอบซ่อนงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเข้าไปด้วย ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามมาตรา 184 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้กู้เงินได้เท่าที่ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น การออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องเงินคงคลังที่ร่อยหรอลงจำนวน 2 แสนล้านบาทเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าฉุกเฉินมีความจำเป็นเร่งด่วน แต่การออกพระราชกำหนดกู้เงินเกินกว่าจำนวนดังกล่าวอีก 2 แสนล้านบาทเพื่อเป็นกองทุนเงินนอกงบประมาณเพื่อการลงทุนนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นหลักฐานความล้มเหลว และผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผิดพลาดไปจากเป้าหมายมากจนไม่สามารถปิดหีบงบประมาณปี 2552ได้ ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็เคยคิดจะเอาเงินกองทุนนอกงบประมาณมาเสริมสภาพคล่องให้เงินคงคลัง แต่ถูกคัดค้าน มิหนำซ้ำรัฐบาลยังกู้เงินเกินมากกว่าที่จำเป็นอีก 2 แสนล้านมาเป็นเงินนอกงบประมาณ อ้างความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจทรุดตัว แต่แฝงไว้ใช้ในภารกิจทางการเมืองของรัฐบาลและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภา ทั้งๆที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบกลางปี 2552 ยังเบิกจ่ายได้ไม่เต็มที่
ในขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือนเท่านั้น ในปีงบประมาณ 2552 อีกทั้งการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมปี 2552 จำนวน 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่า ยังต้องผ่านการพิจารณาสามวาระจากรัฐสภาใช้เวลาอภิปรายหลายวัน ดังนั้น การออกกฎหมายกู้เงินเพื่อการลงทุนในลักษณะกองทุนเงินนอกงบประมาณนี้ไม่ถูกต้อง จึงต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานซึ่งถ้าปล่อยไป ต่อไปรัฐบาลชุดใหม่จะหลีกเลี่ยงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายตาม พ.ร.บ.ประมาณรายจ่ายปี 2502 เพราะต้องถูกอภิปรายตรวจสอบจากรัฐสภา
นายคณวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องดังกล่าว ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่าทำถูกต้อง ตนอยากให้ออกรายการโทรทัศน์ เพื่อชี้แจงเหตุผลกับประชาชนให้ชัดเจน ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้นายกรัฐมนตรี หรือ รมว.คลัง มา เพียงขอให้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ มาร่วมชี้แจงก็พอ จะได้ให้คนไทยทั้งประเทศรับทราบอย่างโปร่งใส
เรื่องแบบนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีประชาชนคนไทยไม่น้อยเลยที่มีความคิดเห็นที่เห็นด้วย และ คัดค้าน แต่ที่สุดแล้วคงดีไม่น้อยหากเราทุกคนร่วมกันแก้ไขหาทางออกและมีคำตอบที่โปร่งใส เพื่อการนำวิธีการแก้ปัญหานั้นๆ มาใช้เพื่อให้เกิดผลระยะยาว และเพื่อผลประโยชน์ที่คนไทยทุกคนจะได้รับอย่างแท้จริง มิใช่ผลประโยชน์ของคนไทยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ มากมายที่ยังคงมีมาให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์กันกับเว็บไซท์ TopScholar.org ของเรา เพราะตอนนี้ทางทีมงานได้มีการอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ และเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิด ชวนอ่าน ซึ่งตอนนี้ได้รับเกียรติจากนักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมายอย่าง คุณกฤษณ์ วงศ์วิเศษธร ดีกรี น.บ. (ธรรมศาสตร์), ป.วิชาว่าความ (สภาทนายความ), นักศึกษาโครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตกฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด กับการถ่ายทอดเรื่องราว “บทวิเคราะห์: คดีมาบตาพุด ถูกใจแต่อาจไม่ถูกต้อง” เรื่องราวจะน่าสนใจ และมีอะไรที่ใครหลายคนยังไม่เคยทราบมาก่อนกับเรื่องดังกล่าว ผู้อ่านจะได้ทราบกันในบทความนี้ล่ะค่ะ ความน่าสนใจในเว็บไซท์ไม่หมดเพียงเท่านี้นะค่ะ เพราะทีมงานได้นำหนังสือดีๆ ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผลงานใหม่ล่าสุดของ ท่านอาจารย์จากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ซึ่งได้ให้ความไว้วางใจกับโรงพิมพ์ นำมาอัพโหลดให้ท่านผู้อ่านได้เลือกชมกันอย่างไม่ผิดหวังแน่นอน หากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอและคำแนะนำกับทางเว็บไซท์ ผู้เขียนยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพียงท่านส่งความคิดเห็นเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อนค่ะ…สวัสดีค่ะ
TopScholar’s Web Editor












