เจ้าพระยา “ของเรา”

กุมภาพันธ์ 3, 2010

สวัสดีคะกลับมาพบกันอีกครั้ง กับแวดวงข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ภัยพิบัติ หลากหลายเรื่องราวมีมามากมาย เวลาก็ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เข้าสู่เดือนที่สองของปีเสือกันแล้ว เดือนนี้เปรียบเป็นเดือนที่คนไทยเชื้อสายจีนยินดีกันเพราะเทศบาลตรุษจีนที่ใกล้มาถึงเปรียบเสมือนเป็นวันขึ้นปีใหม่กันทีเดียว

สถานการณ์การเมืองก็ยังไม่คลายความร้อน กับการที่เสื้อแดงยังคงชุมนุมเรื่องคดี 76 ล้านบาท กับเรื่องรัฐธรรมนูญ ใครใคร่เป็นคอการเมืองก็ต้องติดตามผลกันต่อไปว่าผลสรุปจะออกมาในรูปแบบใด รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนอื่นมีการพูดคุยกัน ต้องขอส่งแรงใจช่วยเหลือประเทศเฮติ ที่เกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหว ถึงแม้จะหยุดการตามหาผู้ประสบภัยแล้ว แต่ว่าความช่วยเหลือก็ยังคงอยู่ ทำให้เรารู้สึกโชคดีและสำนึกรักบ้านเกิดที่เมืองไทยของเราไม่มีภัยพิบัติอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ควรที่จะนิ่งดูดายแต่อย่างไร อย่างเรื่องราวที่ผู้เขียนนำมานำเสนอวันนี้ หลากหลายท่านอาจจะลืมไปหรือว่าบางทีอาจจะไม่รู้ถึงความเป็นมาเลยด้วยซ้ำ ว่าแม่น้ำที่เป็นสายหลักของประเทศที่เราเห็นอยู่ทุกวันใกล้เข้าสู่วิกฤตแล้ว

โดยรายงานข้อมูล ณ วันที่ 23 มกราคม 2553 ระบุว่า น้ำบริเวณสะพานกรุงเทพฯ เน่าสุด (DO อยู่ที่ 0.69) น้ำเน่าอันดับถัดมาอยู่ที่สะพานพระพุทธยอดฟ้า (0.69) นอกนั้นก็มีปากคลองพระโขนง (1.02 มก./ล.) กรมชลประทานสามเสน (1.17) วัดบางนา (1.18) ปากคลองสำโรง (1.32) ท่าน้ำนนทบุรี (1.74) และศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ (1.74) ทั้งหมดมีหน่วยเป็น มก./ล.

ผลตรวจคุณภาพน้ำครั้งล่าสุดของ ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอกย้ำความเน่าเสียของเจ้าพระยาเข้าไปอีกในระดับที่ดูรุนแรงอย่างที่สุด เพราะระบุว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานนนทบุรีถึงศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการเน่าทั้งสาย! เพราะมีค่าดีโอหรือค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO-Dissolved Oxygen) ที่ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัม/ลิตร (มก./ล.)

ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2550 คงจำกันได้กับเหตุการณ์ที่สัตว์น้ำหลากชนิด ทั้งปลาทับทิม ปลาแรด และกุ้งแม่น้ำตัวโต ที่ชาวบ้านในตำบลบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง และตำบลบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลี้ยงไว้ในกระชังในแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกฤทธิ์ของน้ำเสียเล่นงานถึงชีวิต ตายลอยเป็นแพ! ส่งกลิ่นเหม็นให้ได้รับรู้กันทั่วประเทศ และยังมีเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โดย รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นักวิชาการที่ศึกษาปัญหาแหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษมาเป็นเวลายาวนาน เปิดประเด็นว่า ปัญหาน้ำเน่าเสียเกิดขึ้น 3 แหล่งใหญ่ๆ คือ ย่านชุมชนที่พักอาศัย ย่านอุตสาหกรรม และย่านเกษตรกรรม ก่อนขยายความเพิ่มเติม “เขตจังหวัดสมุทรปราการมีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ น้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำเน่าเสีย ถ้าเป็นบริเวณชุมชน น้ำทิ้งจากบ้านเรือนก็มีส่วน หรือถ้าบริเวณดังกล่าวมีการทำเกษตรกรรมก็อาจมีการเทน้ำยาฆ่าแมลงหรือน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีลงแม่น้ำ”

โดยทั้ง 3 กรณี น้ำทิ้งจากชุมชนมีอันตรายน้อยที่สุด เพราะน้ำเสียที่เกิดจากการหมักหมมของของเสียหรืออาหาร จะกลายเป็นน้ำหมักชีวภาพที่มีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ ในน้ำ ทำให้น้ำบริเวณนั้นมีออกซิเจนหมุนเวียนดีขึ้น ต่างจากน้ำเสียที่ทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีสารพิษหนักปนเปื้อน เช่น สารปรอท เมื่อน้ำเสียเหล่านี้ถูกปล่อยลงแม่น้ำ ไม่เพียงทำให้แม่น้ำมีสารพิษปนเปื้อน แต่ก็จะทำให้ปลาในแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษด้วย

รศ.ดร.เรณู สะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าเสียว่า รัฐควรตรวจสอบคุณภาพของโรงบำบัดน้ำเสียว่ามีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเพียงพอหรือไม่ เพราะนับตั้งแต่มีการสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเมื่อสมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน จวบจนบัดนี้ โรงบำบัดฯ บางแห่งก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำเสียในแหล่งชุมชนได้อย่างแท้จริง

สำหรับการแก้ไขที่ชุมชนควรมีส่วนร่วมนั้น นอกจากจิตสำนึกของแต่ละคนแล้ว ก็อาจมีมาตรการ “เก็บค่าปล่อยน้ำทิ้ง” โดยติดตั้งค่าวัดปริมาตรน้ำที่แต่ละครัวเรือนปล่อยทิ้งเอาไว้ แล้วคิดเงินตามนั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ อาจทำให้ผู้คนในแต่ละครัวเรือนยั้งคิดมากขึ้น ในแต่ละครั้งที่จะปล่อยน้ำเสียลงท่อน้ำทิ้งของตน (ที่มา www.Manager.co.th)

ซึ่งทางผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านมีวิสัย และวินัยที่ดีในการดูแลแม่น้ำของเราอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญมันอยู่ที่ความต่อเนื่องจริงจังและความร่วมมือจากทุกคน ที่ล้วนต้องมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและรับผิดชอบทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมหรือประชาชนทั่วไป ผู้เขียนเชื่อว่าจะทำให้เจ้าพระยาของเราดีขึ้นอย่างแน่นอน

ก่อนจากกัน ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่อง “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org แล้วพบกันใหม่ค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

Comments

แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น