หวยออนไลน์

มกราคม 19, 2010

กลับมาพบกันอีกครั้ง กับผู้ที่ชื่นชอบข่าวสารทางวิชาการ รวมถึงข่าวสารบ้านเมือง ณ ปัจจุบันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าแค่เราเริ่มทำงานเมื่อตอนกลับจากไปเที่ยวเฉลิมฉลองปีใหม่กันมา เผลอแปล็บเดียวเข้าสู่ช่วงกลางเดือนแล้ว ก่อนอื่นเลยต้องขอพูดถึงก่อนคือ วันที่ 16 นี้ เป็นวันครู ผู้เป็นคนแรกที่ให้ความรู้เราตั้งแต่เด็ก ถ้าเป็นไปได้ถ้าท่านผู้อ่านสะดวกอย่าลืมระลึกถึงคุณครูผู้มีพระคุณที่ทำให้เราเติบใหญ่เป็นคนดีของสังคมจนถึงปัจจุบันนี้นะคะ

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องของการยกเลิกหวยออนไลน์ ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ว่าถึงแนวคิดในการยกเลิกหวยออนไลน์ ว่าตนมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ยังไม่เข้ามาตำแหน่งนายกฯ ว่า

1) ไม่ต้องการให้รัฐบาลส่งสัญญาณเรื่องการขยายอบายมุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอำนวยความสะดวก หรือทำให้การพนันและอบายมุขอื่นๆ ขยายตัวได้ง่าย หรือเพิ่มรูปแบบใหม่ๆ เข้าไปเพราะถือเป็นการกระตุ้นสังคม
2) อยากให้ระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่องการนำปัญหาที่แก้ไขยาก และเป็นเรื่องผิดกฎหมายมาทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะคิดว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด ที่สำคัญเรามีประสบการณ์มาแล้วจากกรณีหวยบนดิน ซึ่งไม่ได้ทำให้หวยใต้ดินหมดไป แม้จำนวนจะลดลงไปบ้าง แต่การลดลงของหวยใต้ดินนั้น เทียบกับปริมาณของคนที่เข้ามาเล่นหวยไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเด็กและเยาวชนเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือมาเล่นหวยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

“เรื่องนี้จึงไม่ใช่ประเด็นว่าเราจะแก้ปัญหาหวยใต้ดินด้วยวิธีนี้หรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าจะทำก็เพียงแต่ว่าเราเสียดายเงินที่อยู่ในระบบหวยใต้ดิน และอยากเอาขึ้นมาบางส่วน หรือเป็นช่องทางใหม่ในการหารายได้ให้กับรัฐบาล แต่ผมอยากส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะมีรายได้จากสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น นี่คือจุดยืนที่ได้แสดงมาโดยตลอด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

โดยนายกฯ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดถึงปล่อยเวลาล่วงเลยมา 1 ปีถึงออกมาพูด ถึงมาตัดสินใจเรื่องนี้ มันไม่ใช่ เพราะตลอดทั้งปี 2552 ตนได้คุยกับ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง, นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช. คลัง, นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง, และนายสถิต ลิ่มพงศ์พันธ์ุ ปลัดกระทรวงการคลัง ว่าให้ช่วยไปดูหน่อยว่าสามารถจะเจรจากับคู่สัญญาได้หรือไม่อย่างไร สามารถหาข้อตกลงใหม่มาทดแทนการไม่ต้องออกหวยออนไลน์ได้หรือไม่ หากเอกชนได้ลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์ต่างๆ ไปแล้ว ก็ให้ไปดูว่าจะนำเครื่องมือไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ ตกลงกันได้หรือไม่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ทราบนโยบายนี้ แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และในช่วงปลายปี 2552 คณะกรรมการกองสลากฯ ได้มีมติเดินหน้าในเรื่องนี้

“ผมจึงมาดูว่าถ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสัญญาอะไรได้ ก็ต้องไปดูในตัวสัญญาว่ามีช่องทางใดในการแก้ปัญหานี้ได้ จึงพบข้อเท็จจริงว่าในสัญญาได้เปิดช่องเอาไว้ว่าถ้าเป็นกรณีที่เป็นนโยบายของรัฐบาล สามารถยกเลิกโครงการได้ แต่ต้องมีการชดเชย ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงบอกว่าเมื่อไม่สามารถตกลง หรือหาแนวทางอื่นมาทดแทนได้ ก็น่าจะพิจารณาให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกลับไปเจรจากันใหม่ ผมจึงอยากเชิญชวนภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญาว่ารัฐบาลมีความตั้งใจเช่นนี้ เป็นนโยบาย เป็นเป้าหมายเรื่องสังคม จึงอยากจะให้ร่วมมือ และจะให้ความเป็นธรรมกับท่านว่า สิทธิหรือประโยชน์ที่พึงได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญา จะมีการชดเชยกัน ถ้าสามารถหารูปแบบในการตกลงกันได้ โดยไม่ต้องมีความขัดแย้ง ไม่ต้องมีการฟ้องร้อง รัฐบาลพร้อมให้ความเป็นธรรมเต็มที่ รวมถึงคนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนเดินโพยด้วย ก็ควรมีการเยียวยา หรือหาทางออกให้กับคนเหล่านี้ด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

โดยในกรณีนี้นายกฯ ยืนยันว่าจะใช้เวลาในการหาคำตอบเพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุดประมาณ 1 เดือน และเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่ส่วนรวมได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งทางผู้เขียนเห็นว่าถ้าทำได้จริงก็ย่อมเป็นประโยชน์ ถึงแม้ทางฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจะออกมาขัดแย้งว่าการยกเลิกไม่ได้แก้ปัญหาหวยใต้ดินและการขายฉลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาก็ตาม แต่ก็มีโพยหลายสำนักทำการสำรวจพบว่ามีจำนวนตัวเลขที่เห็นด้วยในการยกเลิก เพราะคิดว่าจะช่วยลดปัญหาการขายฉลากกินแบ่งรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตามภายใน 1 เดือน เราก็จะรู้คำตอบกันเป็นอย่างดีว่าทางออกจะออกมาอย่างไร

ก่อนจากกันขอพูดถึงเรื่องใกล้ตัวก่อน ถ้าหลายท่านสังเกตจะรู้สึกได้เลยว่าช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา อากาศเริ่มเย็นมากขึ้น และทางอุตุนิยมวิทยาระบุว่าจะมีอากาศเย็นไปอีก 2-3 วัน ทีเดียว ยังไงก็ขอแสดงความห่วงใยกันก่อนจากกันเลยว่า ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยง่ายต่อการไม่สบาย ยังไงก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

ฝากอีกนิด ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่อง “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org แล้วพบกันใหม่ค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

วันเด็กแห่งชาติ

มกราคม 12, 2010

กลับมาพบกันอีกครั้งในอาทิตย์แรกของปี พ.ศ. 2553 ต้อนรับสู่ปีขาล ก่อนอื่นเลยต้องขอสวัสดีปีใหม่กับทางท่านผู้อ่านย้อนหลังกันก่อน ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีของทุกท่านในทุกๆเรื่อง และก็เหมือนกันทุกปีที่เมื่อผ่านปีใหม่มานั้น

พอเข้าเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ก็จะเป็นวันที่เด็กๆ เยาวชนของชาติรอคอย เรามาทำความรู้จักกันดีกว่าว่าวันเด็กแห่งชาติที่เกิดขึ้นทุกปี มีที่มายังไงแต่ก่อนอื่นเรามารู้จักคำขวัญวันเด็กของปีนี้กันก่อน จากท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของเราคือ “คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม”

โดยวันเด็กแห่งชาติมีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็กๆ โดยในปี พ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ ได้เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญ และความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

ทั้งนี้ การขานรับกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในปีเดียวกันนั้นเองทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40 ประเทศ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติของตนขึ้น โดยได้มีการกำหนดว่าจะถือเอาวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็น “วันเด็กแห่งชาติ”

สำหรับประเทศไทย ได้ตอบรับข้อเสนอของนายวี เอ็ม กุลกานี ซึ่งบอกผ่านมาทางกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยว่า ไทยควรจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ รัฐบาลจึงได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อย่างไรก็ตาม งานวันเด็กแห่งชาติครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 จากนั้นเป็นต้นมา ราชการได้กำหนดวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ โดยจัดต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2506 ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนั้น ได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะเสนอเปลี่ยนวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า เดือนตุลาคมสำหรับประเทศไทย เป็นเดือนที่ยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก เด็กๆ ไม่สะดวกในการเดินทางมาร่วมงาน นอกจากนี้วันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้

ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 ว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ที่มีความเหมาะสมและสะดวกมากกว่า ตามที่คณะกรรมการจัดงานวัดเด็กแห่งชาติเสนอมา ส่งผลให้ในปี 2507 ไม่มีงานวันเด็กแห่งชาติด้วยการประกาศเปลี่ยนได้เลยวันมาแล้ว งานวันเด็กแห่งชาติจึงเริ่มจัดขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 2508 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ซึ่งสำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า ทุกๆ ปี ในวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงโปรดประทานพระคติธรรม และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะมอบคำขวัญวันเด็ก แสดงให้เห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดของชาติ เราจึงได้ยินคำพูดอยู่บ่อยๆ ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กฉลาด ชาติเจริญ”

สำหรับก่อนจากกันในครั้งนี้ ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่อง “มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์” และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org แล้วพบกันใหม่ค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb