มรดกโลกของไทย…?

ธันวาคม 16, 2009

กลับมาพบกันอีกครั้งกับเว็บไซท์ที่มีแต่เรื่องราวดีๆ มากมาย รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบกับข่าวสารแวดวงวิชาการและสถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน

ก่อนอื่นต้องทำการสวัสดีทักทายเดือนสุดท้ายของปี ก่อนที่เราจะไปพบกับปีเสือที่กำลังรอเราอยู่ เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงคิดเหมือนกันกับผู้เขียนที่เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน

หลังจากที่ผ่านพ้นการเฉลิมฉลองเพื่อถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราชกันแล้ว ก็มีข่าวสารบ้านเมืองเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่น่าสนใจและที่น่าเป็นห่วง คือ การรักษามรดกโลกของไทยเรา ที่แต่ดั้งเดิมเราได้ภาคภูมิใจกันมาเป็นเวลาเกือบร่วม 20 ปี ซึ่งนั่นก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

หลังจากเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ปี 2534 คนไทยทั้งประเทศเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขความภาคภูมิใจ หลังคณะกรรมการมรดกโลก ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เห็นพ้องต้องกันให้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น “มรดกโลก”

ผ่านมากว่า 18 ปี รูปรอยของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่พ่วงด้วยคำขลังๆ ว่า “มรดกโลก” ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นปกติวิสัย

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีข่าวออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอยู่ในภาวะเสี่ยงถูกถอดจากมรดกโลก โดยกรรมการมรดกโลกจากไทยรายงานว่า ยูเนสโกแสดงความกังวลภูมิทัศน์เสื่อมทราม มีปัญหาชุมชนบุกรุก และจะเตรียมลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงเดือนธันวาคมนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอรัฐบาลเร่งแก้ไข

นางโสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งได้ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการมรดกโลกในประเทศไทย กับคณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวในที่ประชุม หลังจากที่ถูกสอบถามถึงปัญหาแหล่งมรดกโลกของไทย 5 แห่ง ว่า

เมื่อปี 2551 ทางยูเนสโก กรุงเทพฯ มีข้อกังวลว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีการพัฒนาพื้นที่ไม่เหมาะสมตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนดไว้ เช่น มีภูมิทัศน์ที่ไม่สวยงามเหมือนครั้งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเมื่อปี 2534 มีการบุกรุกของชุมชน เป็นต้น จึงทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะถูกถอดจากมรดกโลกได้ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ของประเทศไทย จะกลายเป็น “มรดกโลก” แห่งที่ 2 ของโลก ซึ่งจะถูกถอดออกจากเกียรติยศนี้ ต่อจากเมืองเดรสเดน เอลเบ ฝั่งตะวันออกของเยอรมนีหรือไม่?

ซึ่งการปฏิรูปและบริหารจัดการของทั้งภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของพระนครศรีอยุธยาน่าจะเป็นผู้ที่รู้คำตอบดีที่สุด และรัฐบาลก็ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะถือเป็นเรื่องหน้าตาหรือภาพลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศชาติอีกด้านหนึ่ง ซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับยกย่องและเชิดชู

การพิสูจน์ถึงอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แห่งนี้ว่า มีเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง? สมควรแล้วหรือที่จะถูกถอดจากการเป็นมรดกโลก? ในสายตาคนท้องถิ่น ซึ่งเบื้องต้น ณ ปัจจุบันเมื่อเดินดูรอบๆ อุทยานประวัติศาสตร์ฯ สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจน คือ ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ฯ จะมีเชือกกั้นพร้อมข้อความแจ้งเตือนห้ามแผงลอยและร้านค้ามาตั้งขายของข้างในอุทยานฯ โดยพ่อค้าแม่ค้าก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตามจุดต่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย เป็นภาพที่สอดคล้องจากคำกล่าวของนายธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดี ว่า “ตอนนี้เราก็พยายามจัดระเบียบร้านค้าร้านขายให้มันอยู่ข้างนอกเขตที่เป็นเขตใจกลาง จัดให้หลบๆ นิดหนึ่ง ไม่ให้อยู่ในจุดที่เป็นมลพิษทางสายตา”

ที่นี้เรามาเจาะวงในกันถึงปัญหาที่แท้จริง จากการสอบถามคนในพื้นที่ดังที่กล่าวมานั้น ทำให้เราได้รับรู้ความเป็นจริงข้อหนึ่งว่าผู้คนในท้องถิ่น หรือคนไทยหลายๆ คนอาจจะยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมายที่แท้จริงของมรดกโลก ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

การรักษาไว้ซึ่งความเป็นมรดกโลกนั้น ไม่ได้หมายความถึงแค่การจัดระเบียบร้านค้า การรักษาความสะอาด การตกแต่งพื้นที่ให้สวยงามให้ถูกใจนักท่องเที่ยว แต่มันคือ “การรักษากายภาพของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงของแท้ดั่งเดิมมากที่สุด โดยที่ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งแปลกปลอม” ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งแปลกปลอมนั้นอาจเป็นสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น เสาไฟฟ้ารูปหงส์ การปลูกต้นไม้ดอกไม้ ก็อาจจะอยู่ในเกณฑ์สิ่งแปลกปลอมด้วยก็เป็นได้

ซึ่งในขณะนี่เราได้รับการยืนยันจาก นายธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักโบราณคดีให้การยืนยันว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยายังอยู่ในสภาพปกติ ยังไม่มีการแจ้งเตือนมาอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการมรดกโลก แต่ทว่า การที่คณะกรรมการมรดกโลกยังไม่มีการตักเตือนมาอย่างเป็นทางการไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์จะไม่น่าเป็นห่วง นายธราพงศ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาที่แท้จริง

“สิ่งที่เราเป็นกังวลอยู่ก็คือว่า ในสภาพที่เป็นกายภาพปัจจุบันมีปัญหา ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะโดนถอดถอนถ้ามีการตรวจสอบ ถ้าเปรียบเทียบจากประเทศอื่น ปัญหาที่เป็นอยู่ตอนนี้คือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการพื้นที่ มันมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่มนเขตพื้นที่ เช่น ร้านค้าร้านขายเข้ามารกรุงรังสร้างความไม่เป็นระเบียบ และมีการก่อสร้าง สาธารณูปโภคขนาดใหญ่เข้ามาในเขตเมืองเก่า อย่างเช่นถนนขนาดใหญ่ การขยายถนน การขุดขยายคลองที่เคยมีอยู่เดิมมาแต่สมัยโบราณของทางหน่วยงานท้องถิ่น”

ในส่วนของความเห็นจากทางฝั่งนักโบราณคดี รองศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ คณบดีคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้ความเห็นว่า “สำหรับเรื่องนี้ ผมดูแล้วอยุธยาของเรา ยังไม่เห็นเข้าเกณฑ์ที่จะถูกถอดออกจากมรดกโลกนะ แต่มันน่าจะมีประเด็นคงอยู่ตรงการปล่อยปละละเลยมากกว่า ปล่อยให้มีการใช้พื้นที่อย่างไม่เป็นระเบียบ ซึ่งถ้าเรานับตามการอนุรักษ์ตามเกณฑ์ของมรดกโลกก็อาจจะดูน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ คือมันผิดไปจากของเดิมที่เป็นอยู่มาก”

ดังนั้น การแก้ปัญหาน่าจะอยู่ที่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับคนในท้องที่ หรือหน่วยงานท้องถิ่น ถ้าต้องการที่จะให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลกต่อไป รองศาสตราจารย์สายันต์ ชี้ว่าการที่อุทยานประวัติศาสตร์ฯ แห่งนี้ได้รับเกียรติยศให้เป็นมรดกโลกนี่เอง ที่เป็นตัวสร้างความห่างเหินกับคนในท้องถิ่น ตัวโบราณสถานที่แท้จริงแล้วเป็นของพวกเขา ไม่ได้เป็นของคนทั้งโลกหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวอันมีชื่อเสียง เป็นแหล่งทำรายได้ให้แก่ประเทศ จนเกิดแนวความคิดของการปรับปรุงพื้นที่ให้ถูกใจนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว จนลืมรากเหง้าที่แท้จริง

สรุปแล้วอย่างไรก็ตามในเมื่ออุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาได้รับเกียรติยศไปแล้ว ดังนั้น มันจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาเกียรติยศของความเป็น “มรดกโลก” นี้ไว้ให้ได้ เพราะการถูกถอดเกียรติยศก็หมายความว่าประเทศจะต้องเสียชื่อเสียง และอาจจะกระทบกระเทือนไปถึงรายได้ของประชาชนซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

และก่อนจากกันและสุดท้ายท้ายสุด ผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้ คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Photo Source: http://amazingthaiheritage.com/

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

Comments

แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น