บทสรุป ASEAN SUMMIT 2009

ตุลาคม 29, 2009

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Editor Talk ประจำสัปดาห์นี้ กลับสถานการณ์บ้านเมืองที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น แต่ที่น่าสนใจและเป็นกระแส ณ ตอนนี้ คงไม่พ้นการประชุมอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป กับการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระดับอาเซียนของประเทศเรา โดยการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยมีการประชุมกันที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ซึ่งโดยรวมแล้วของความสำเร็จในครั้งนี้ ที่ดูดีและมีความก้าวหน้ามากที่สุด และเกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนสมความตั้งใจของไทยในฐานะประธานอาเซียน คือ เวทีการประชุมผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา อันประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และเลขาธิการอาเซียน แม้จะขาดประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ที่เดินทางมาร่วมประชุมไม่ทันนั้น แต่ก็สามารถประกาศจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights : AICHR) โดยหวังว่าจะเป็นกลไกที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนในภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันในสิ่งที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่ โดยเรื่องการเชื่อมโยงเครือข่ายการติดต่อสื่อสารและคมนาคม โดยมีการเสนอให้มีศูนย์ทางหลวงอาเซียน การพัฒนาเส้นทางรถไฟให้เป็นระบบรางคู่ อีกทั้งเร่งจัดตั้ง “กองทุนอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อเชื่อมโยงกับกองทุนต่างๆ ซึ่งมีการผลักดันจัดตั้งให้ได้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งต่อไปที่เวียดนาม

ขณะเดียวกัน ผู้นำอาเซียนยังให้การรับรองแถลงร่วมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการประชุมรัฐภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 (COP 15) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่อาเซียนจะใช้ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ จะต้องให้หน่วยงานด้านกลาโหมของประเทศสมาชิกมีส่วนร่วม และต้องคงความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงอาเซียนต้องมีอาหารสำรองเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อีกทั้งยังต้องเสริมสร้างความร่วมมือกันมากขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเสริมสร้างการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ยังเร่งรัดจัดตั้งกองทุนสำรองพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ จำนวน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.2 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2552 เพื่อช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคที่มีปัญหาสภาพคล่องจากการไหลออกของเงินทุน และจัดตั้งหน่วยงานอิสระติดตามสภาวะทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้งยังเร่งรัดการริเริ่มเพื่อพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชียเพื่อระดมเงินทุนในภูมิภาคมาพัฒนาภายในภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาแนวทางการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังย้ำถึงแนวคิดการตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก (อีเอซี) ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นภูมิภาคเปิด และเสริมสร้างความร่วมมือที่มีอยู่แล้วในกรอบต่างๆ ซึ่งไทยรับไปศึกษารายละเอียดและร่างแผนปฏิบัติการเพื่อนำเสนอต่อไป

ปิดท้ายที่การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) ในวันสุดท้ายของการประชุมสุดยอดอาเซียนฯ เป็นการหารือร่วมกันของผู้นำในชาติสมาชิกอาเซียน กับผู้นำจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเลขาธิการอาเซียน โดยที่ประชุมได้รับฟังการบรรยายสรุปจากผู้แทนธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ถึงผลกระทบของวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจโลกที่มีต่อภูมิภาค ซึ่งพบว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก สามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจของตัวเองกลับมามีอัตราการขยายตัวได้แล้ว

โดยเอดีบีได้ปรับตัวเลขประมาณการการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกในปีนี้ จากร้อยละ 3.4 เป็น 3.9 และในปีหน้า จากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 6.4 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็เห็นว่าควรพิจารณาเกี่ยวกับช่วงเวลาและวิธีที่เหมาะสมที่แต่ละประเทศจะหยุดใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อไม่ให้ทำลายความสมดุล หรือส่งสัญญาณที่ผิดให้กับการฟื้นตัวที่ยังคงเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังมุ่งเน้นความคืบหน้าในการจัดตั้งความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านของเอเชียตะวันออก และการจัดตั้ง EAFTA

แม้การประชุมอันสำคัญครั้งนี้ได้รูดม่านปิดฉากไปแล้ว โดยประเทศไทยได้ทำพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้กับประเทศเวียดนาม รับช่วงต่อในการทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งต่อไปที่กรุงฮานอย และทางประเทศเราหวังว่าจะทำให้ชาติสมาชิกอาเซียนมีการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การตั้งประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่งภายในปี 2558 ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของประเทศสมาชิกและประชาชนในภูมิภาคนั่นเอง

ก่อนจากกันก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

Comments

แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น