มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์
ตุลาคม 13, 2009
สวัสดีค่ะ…ทุกครั้งที่มาพบกัน ผู้เขียนจะพยายามหาข้อมูลและความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่รู้ลึกและรู้จริงกับเรื่องที่น่าสนใจกัน และในฉบับนี้ก็เช่นกันค่ะ คงไม่มีเรื่องใดน่าสนใจไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจบ้านเราอีกแล้ว เราทุกคนต่างมีคำถามเพื่อรอคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมากมาย วันนี้เราอาจจะได้คำตอบที่ตรงใจหลายข้อ เพราะผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงจากเพชรในวงการเศรษฐศาสตร์ เพราะท่านนอกจากจะเป็นอาจารย์สอนคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ในขณะเดียวกันก็สวมบทบาทการเป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดีกรีระดับนี้จะช้าอยู่ทำไมค่ะ ติดตามจากคอลัมน์นี้เลยค่ะ
Q1: ท่านอาจารย์ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาสักเล็กน้อยได้ไหมค่ะ ว่าทำไมถึงเลือกเดินบนเส้นทางเศรษฐศาสตร์ จนกลายเป็นที่ยอมรับกันในสังคมปัจจุบันนี้ค่ะ?
เส้นทางสายเศรษฐศาสตร์นั้น ความจริงไม่ได้เลือก เนื่องจากตอนนั้นจะมีการสอบชิงทุนต่างๆ ก็ดูว่าสาขาใดบ้างที่เขาให้ทุน ซึ่งอาจารย์ก็เป็นนักล่าทุนอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีการแนะแนวการศึกษาเหมือนสมัยนี้ ข้อมูลใดๆ จึงไม่ค่อยมี ตอนนั้นมีเพียง 2 ทุน คือ วิศวกรรมศาสตร์ และ เศรษฐศาสตร์ จึงเลือกทุนเศรษฐศาสตร์ เพราะดูไม่น่ากลัว และน่าจะเรียนไหว ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจเลือก ไม่ใช่แค่ชอบแต่เรียกว่ารักในสาขาวิชานี้เลยค่ะ
ในการเริ่มต้นนั้น เทอมแรกเรียนไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจในการใช้สูตรต่างๆ จนกระทั่งอาจารย์ท่านหนึ่งได้สอนถึงวิธีการและความเป็นมาของสูตรที่ใช้แต่ละสูตรว่ามีที่มาอย่างไร ใช้ในกรณีใด ตั้งแต่นั้นมาทำให้การเรียนเศรษฐศาสตร์เปลี่ยนไป สอบได้คะแนนสูงสุดของคณะฯ เกิดความรักและเข้าใจในสาขาวิชาที่เรียน วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจไม่ใช่การท่องจำ และได้นำประสบการณ์ตรงนี้มาสอนนักศึกษาของตนเองเสมอว่า ถ้าจะเรียนเศรษฐศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องท่องจำให้ใช้ความเข้าใจเท่านั้น แล้วทุกอย่างจะตามมา
วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่วินิจฉัยโรคทางสังคม ซึ่งจะมีมุมมองกว้างกว่าศาสตร์แขนงอื่นๆ กล่าวคือ จะมองทุกปัญหาในสังคมอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน ทุกวันนี้จึงรักและสนุกกับการทำงานจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไรดี จะสอนอะไรให้กับนิสิตของเรา ไม่มีวันไหนเลยที่รู้สึกเบื่อหรือไม่อยากทำงานค่ะ
Q2: เมื่อประมาณปี 2540 ประเทศไทยพบกับปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ซึ่งก็เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจถดถอย ท่านอาจารย์คิดว่า เหตุการณ์ทั้ง 2 นั้นมีความแตกต่างและมีความรุนแรงมากน้อยกว่ากันอย่างไรค่ะ?
มีความแตกต่างกันค่ะ ในปี 2540 เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะปัญหาเกิดจากภายใน กล่าวคือ ในภาครัฐค่อนข้างจะอนุรักษ์และมีการบริหารงานดีในระดับหนึ่ง สังเกตจากตัวชี้สุขภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ดุลการคลัง การค้าระหว่างประเทศ ล้วนแต่เกินดุล หรือแม้แต่อัตราเงินเฟ้อซึ่งจัดได้ว่าไม่สูงมากนัก แต่การขยายตัวการส่งออกกลับเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการขยายตัวอยู่ที่ 15-16 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมาก ปรากฏว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากองค์กรและผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ได้นำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในการพัฒนาความสามารถ แต่กลับนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซื้อสินค้าที่นำเข้า เงินตราจึงไหลออกนอกประเทศ เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณภาพสินค้าของเราจึงด้อยกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้ากับประเทศที่มีคุณภาพดีกว่า เราจึงประสบปัญหาการขาดเงินทุน สถาบันการเงินจึงต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศ ซึ่งสมัยนั้น ระบบการกู้เงินก็ไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด ปล่อยให้กู้มากกว่าจำนวนที่ต้องการ อีกทั้งช่วงนั้นก็มีปัญหาเรื่องเงินบาทลดค่า นักลงทุนเข้ามาเกร็งกำไรกัน ถ้าตอนนั้นธนาคารที่เราไปกู้เขามา เรียกเก็บเงินคืน เราล้มละลายทันที
สำหรับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีนี้ค่อนข้างที่จะรุนแรงกว่าในครั้งนั้น เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้าของเราประสบปัญหาเศรษฐกิจ มีการปลดแรงงาน บริษัทหลายแห่งปิดตัว กำลังการซื้อลดลง การใช้จ่ายลดลง คนว่างงานเพิ่มขึ้น ปัญหาดังกล่าวย่อมส่งผลถึงประเทศญี่ปุ่น ประเทศในแถบเอเชีย ตลอดจนประเทศไทยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านการส่งออก หรือการปลดแรงงานต่างๆ แต่ครั้งนี้ประเทศไทยมีประสบการณ์จากครั้งก่อนแล้ว ดังนั้น หลายๆ ฝ่ายต้องหันหน้าคุยกันร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
Q3: วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจก็ได้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นกัน ตรงจุดนี้ ท่านอาจารย์มีมุมมองถึงสาเหตุสำคัญและมีปัจจัยใดที่เป็นตัวกระตุ้นค่ะ?
สาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกาพบกับวิกฤตเศรษฐกิจนั้น คงต้องย้อนกลับมามองถึงเรื่อง การควบคุมกำกับ เพราะสาเหตุนี้สำคัญมาก เนื่องจากในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้เศรษฐกิจดำเนินไป โดยรัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซง ปล่อยให้เอกชนดำเนินงานเอง ซึ่งการลดบทบาทของรัฐก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น การควบคุมกำกับนั้นไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการหย่อนยาน และเป็นผลทำให้ในส่วนอื่นๆ ล้มเหลวตามไปด้วย
Q4: ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ธุรกิจขนาดย่อย (SME) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย และมีเป็นจำนวนมาก ท่านอาจารย์คิดว่าภาครัฐควรที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรบ้างค่ะ?
ธุรกิจขนาดย่อย (SME) ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจสิ่งที่จะช่วยได้ในตอนนี้ คือ ต้องลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสหารายได้
สำหรับบทบาทความช่วยเหลือของรัฐบาลต่อธุรกิจขนาดย่อย (SME) นั้น คือ
4.1) รัฐบาลควรวางแผนให้การช่วยเหลือถาวรที่มีขีดความสามารถ กล่าวคือ รัฐควรจะช่วยพยุงให้ผู้ประกอบการสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ จึงสามารถปล่อยให้เขาดำเนินธุรกิจของเขาเอง
4.2) รัฐบาลควรมีส่วนช่วยในเรื่องของการตลาด เช่น การประชาสัมพันธ์สินค้าและผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบสื่อต่างๆ รวมถึงสื่อออนไลน์ เพื่อให้ต่างชาติสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ ซึ่งวิธีการนี้สำหรับรัฐบาลต่างชาติจะให้ความสำคัญมากทีเดียว
4.3) รัฐบาลควรมีส่วนช่วยในเรื่องเงินทุนสนับสนุน
Q5: การส่งเสริมเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) จะสามารถช่วยแก้ไขหรือซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหรือไม่อย่างไรค่ะ?
เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป FTA คือ การทำการค้าเสรีในวงแคบ ปัญหานี้อยู่ที่ว่า กลุ่มประเทศที่ทำเขตการค้าเสรีกับเรานั้นเป็นประเทศผู้มีประสิทธิภาพในการผลิตมากกว่าประเทศที่อยู่นอกเขตการค้าเสรีหรือไม่? เพราะถ้าสินค้าของกลุ่มประเทศที่อยู่ในเขตไม่มีประสิทธิภาพ เราก็จะใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น สินค้าตัวเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นต้นทุน 90 บาท แต่รวมภาษีนำเข้าเป็น 100 บาท แต่ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศในกลุ่มไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าต้นทุนสินค้า 100 บาทเท่ากัน แทนที่เราจะซื้อสินค้าชนิดนี้ได้ในราคา 90 บาท แต่ต้องจ่าย 100 บาท เป็นต้น
ดังนั้น การทำ FTA จึงเปรียบเสมือนการรวมพลังของกลุ่มประเทศเล็กๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการส่งออกและนำเข้าสินค้า เพราะถ้าการเจรจาการค้าโลกอย่างเช่น WTO นั้น มีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องมาตรฐานแรงงาน ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้การส่งออกนั้นทำได้ยาก
Q6: แล้วตอนนี้การเจรจาเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศต่างๆ ไปถึงไหนแล้วค่ะ?
ตอนนี้คงต้องหยุดไว้ก่อน เนื่องจากปี 2550 ข้อตกลงต่างๆ ต้องผ่านสภาฯ และข้อตกลงดังกล่าวนั้น อาจมีปัญหาที่จะตามมาซึ่งไม่สามารถเห็นได้ในระยะแรกๆ กล่าวคือ ข้อตกลงในเรื่องของสินค้า
นั้น รายละเอียดจะไม่เหมือนกันในแต่ละฉบับของแต่ละประเทศ เช่น สินค้าของประเทศหนึ่งต้องมีคุณสมบัติที่เป็นสินค้าของประเทศนั้นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะต้องมีการตรวจสอบที่แตกต่างกัน โดยไม่มีมาตรฐานที่สามารถยึดเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบได้ อีกทั้งสิ้นเปลืองทรัพยากรและงบประมาณในการตรวจสอบ
Q7: ท่านอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกว่าแสนล้านที่ออกมา จะได้ผลอย่างที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่อย่างไร?
มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี 2 แนวทาง คือ
1. นโยบายการคลัง คือ การลดภาษี และเพิ่มการใช้จ่าย โดยภาครัฐ
2. นโยบายการเงิน คือ การใช้อัตราดอกเบี้ย และเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
และสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ การใช้นโยบายการคลัง นับว่าเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด ซึ่งนโยบายนี้ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาท ในการใช้จ่ายเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนในระบบ แต่ทั้งนี้การใช้นโยบายการคลังต้องระวังเรื่องการทุจริตงบประมาณการใช้จ่าย เพราะการทุจริตจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ รัฐบาลต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปช่วยเหลือต้องให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากน้อยตามลำดับความเหมาะสม เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า เรื่องเหล่านี้ต้องมีการวางแผน และทั้งนี้เรื่องการเมืองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยนอกจากต้องประสบกับเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังคงต้องเผชิญกับการเมืองที่สถานการณ์ไม่นิ่งด้วย
Q8: ขอให้ท่านอาจารย์ฝากข้อคิด และมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แก่ท่านผู้อ่านสักเล็กน้อยค่ะ?
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้มีรายได้น้อยก็ควรช่วยกันประหยัด ส่วนผู้ที่มีรายได้สูงควรช่วยกันใช้จ่ายเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเงินในระบบ แต่ในการใช้จ่ายก็ต้องเน้นด้วยว่า ช่วยกันกินของไทย ใช้ของไทย และเที่ยวเมืองไทย หรือสินค้าอะไรก็ตามที่ผลิตในประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นคนต่างชาติมาบริหารกิจการ แต่ถ้าเราช่วยกันใช้สินค้าและบริการนั้น เท่ากับว่าเราได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเช่นกัน ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเราคนไทยทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรหันหน้าคุยกัน ช่วยกันพยุงสถานการณ์ให้ผ่านไปได้ด้วยดี
เสียดายที่หน้าคอลัมน์ของเราน้อยเกินไปสำหรับบทสัมภาษณ์นี้ เพราะทุกความคิดเห็นของอาจารย์นั้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งนั้น แบบนี้คงไม่ผิดที่จะใช้คำว่า “เพชรแห่งวงการ” จริงๆ ค่ะ
TopScholar’s Web Editor
Comments
แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น













