บทสรุป ASEAN SUMMIT 2009
ตุลาคม 29, 2009
กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Editor Talk ประจำสัปดาห์นี้ กลับสถานการณ์บ้านเมืองที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น แต่ที่น่าสนใจและเป็นกระแส ณ ตอนนี้ คงไม่พ้นการประชุมอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป กับการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระดับอาเซียนของประเทศเรา โดยการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยมีการประชุมกันที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ซึ่งโดยรวมแล้วของความสำเร็จในครั้งนี้ ที่ดูดีและมีความก้าวหน้ามากที่สุด และเกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนสมความตั้งใจของไทยในฐานะประธานอาเซียน คือ เวทีการประชุมผู้นำอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา อันประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และเลขาธิการอาเซียน แม้จะขาดประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ที่เดินทางมาร่วมประชุมไม่ทันนั้น แต่ก็สามารถประกาศจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights : AICHR) โดยหวังว่าจะเป็นกลไกที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนในภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันในสิ่งที่อาเซียนกำลังเผชิญอยู่ โดยเรื่องการเชื่อมโยงเครือข่ายการติดต่อสื่อสารและคมนาคม โดยมีการเสนอให้มีศูนย์ทางหลวงอาเซียน การพัฒนาเส้นทางรถไฟให้เป็นระบบรางคู่ อีกทั้งเร่งจัดตั้ง “กองทุนอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อเชื่อมโยงกับกองทุนต่างๆ ซึ่งมีการผลักดันจัดตั้งให้ได้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งต่อไปที่เวียดนาม
ขณะเดียวกัน ผู้นำอาเซียนยังให้การรับรองแถลงร่วมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการประชุมรัฐภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 (COP 15) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่อาเซียนจะใช้ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ จะต้องให้หน่วยงานด้านกลาโหมของประเทศสมาชิกมีส่วนร่วม และต้องคงความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ รวมถึงอาเซียนต้องมีอาหารสำรองเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อีกทั้งยังต้องเสริมสร้างความร่วมมือกันมากขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเสริมสร้างการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ยังเร่งรัดจัดตั้งกองทุนสำรองพหุภาคีภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ จำนวน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.2 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2552 เพื่อช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคที่มีปัญหาสภาพคล่องจากการไหลออกของเงินทุน และจัดตั้งหน่วยงานอิสระติดตามสภาวะทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้งยังเร่งรัดการริเริ่มเพื่อพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชียเพื่อระดมเงินทุนในภูมิภาคมาพัฒนาภายในภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาแนวทางการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังย้ำถึงแนวคิดการตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก (อีเอซี) ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นภูมิภาคเปิด และเสริมสร้างความร่วมมือที่มีอยู่แล้วในกรอบต่างๆ ซึ่งไทยรับไปศึกษารายละเอียดและร่างแผนปฏิบัติการเพื่อนำเสนอต่อไป
ปิดท้ายที่การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) ในวันสุดท้ายของการประชุมสุดยอดอาเซียนฯ เป็นการหารือร่วมกันของผู้นำในชาติสมาชิกอาเซียน กับผู้นำจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเลขาธิการอาเซียน โดยที่ประชุมได้รับฟังการบรรยายสรุปจากผู้แทนธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ถึงผลกระทบของวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจโลกที่มีต่อภูมิภาค ซึ่งพบว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก สามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจของตัวเองกลับมามีอัตราการขยายตัวได้แล้ว
โดยเอดีบีได้ปรับตัวเลขประมาณการการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกในปีนี้ จากร้อยละ 3.4 เป็น 3.9 และในปีหน้า จากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 6.4 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็เห็นว่าควรพิจารณาเกี่ยวกับช่วงเวลาและวิธีที่เหมาะสมที่แต่ละประเทศจะหยุดใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อไม่ให้ทำลายความสมดุล หรือส่งสัญญาณที่ผิดให้กับการฟื้นตัวที่ยังคงเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังมุ่งเน้นความคืบหน้าในการจัดตั้งความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านของเอเชียตะวันออก และการจัดตั้ง EAFTA
แม้การประชุมอันสำคัญครั้งนี้ได้รูดม่านปิดฉากไปแล้ว โดยประเทศไทยได้ทำพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้กับประเทศเวียดนาม รับช่วงต่อในการทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งต่อไปที่กรุงฮานอย และทางประเทศเราหวังว่าจะทำให้ชาติสมาชิกอาเซียนมีการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การตั้งประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่งภายในปี 2558 ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของประเทศสมาชิกและประชาชนในภูมิภาคนั่นเอง
ก่อนจากกันก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ฝูงบินธันเดอร์เบิร์ดส
ตุลาคม 15, 2009
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทั้งหลาย กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Editor Talk คอลัมน์ที่รวบรวมความรู้ทางวิชาการ และสถานการณ์ต่างๆที่ผ่านมา และน่าสนใจในขณะนี้นะค่ะ เดือนนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปลายฝนต้นหนาวกันเลยทีเดียว เนื่องจากประเทศเราเจอสภาวะพายุ ฝนตกหนักทุกวัน ยังไงก็แสดงความห่วงใยกันตั้งแต่ต้นเลยนะคะ สิ่งแรกที่ทำได้คือการเริ่มต้นดูแลตัวเองในการพกร่ม และพักผ่อนให้เพียงพอ เชื่อว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรงแน่นอน
สำหรับอาทิตย์นี้ข่าวที่น่าสนใจและมีความสำคัญสำหรับเราชาวไทย คงไม่พ้นเรื่องของพระเจ้าอยู่หัวของเรา โดยล่าสุดสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 23 ความว่า วันนี้คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่าพระอาการทั่วไปคงที่ ผลการตรวจพระวรกายและพระอุระ (อก) พบว่าการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) ทุเลาลงจนเกือบปกติ คณะแพทย์ฯ จึงงดถวายการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของพระปัปผาสะ (ปอด) แต่ยังคงถวายการรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดทั่วไปเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อต่อไป
ตามมาด้วยอีกข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจในขณะนี้ คือการมาของฝูงบินธันเดอร์เบิร์ดสเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเรากับ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไปถ้าใครบอกว่าเป็นธันเดอร์เบิร์ด เชื่อว่าหลายท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า หมู่บินผาดแผลง “ธัน เดอร์เบิร์ดส” หรือ “วิหคสายฟ้า” เป็นหมู่บินสาธิตของ กองทัพอากาศสหรัฐ ที่ตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศลุค (Luke) มลรัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นทีมผาดแผลงที่มีชื่อเสียงในชั้นแนวหน้าของโลก ปัจจุบันประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 C/D บล็อก 52 จำนวน 10 เครื่อง ในปีนี้นับเป็นปีแรกที่ทำการแสดงการบินด้วยเครื่องบินแบบนี้
นับตั้งแต่ปี 2496 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน “ธัน เดอร์เบิร์ดส” ทำการบินด้วย เครื่องบินไอพ่นมาโดยตลอด ประกอบด้วย เครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ-84 จี ธันเดอร์เจ๊ต (พ.ศ. 2496-2497) ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ร่วมปฏิบัติการในสงครามเกาหลีเข้าประจำการเป็นแบบแรก จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นเครื่องบิน ขับไล่แบบ เอฟ-84 เอฟ ธันเดอร์สทรีค (THUNDER-STREAK) (พ.ศ. 2498-2499) ในช่วง 3 ปีแรกของหมู่บินธันเดอร์เบิร์ดส ได้ทำการบินด้วยเครื่องบินตระกูล เอฟ-84 ต่อสายตาผู้ชมกว่า 9 ล้านคน สามารถทำการแสดงการบินถึง 222 ครั้ง รวมทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา หมู่บินผาดแผลง “ธันเดอร์เบิร์ดส” ทำการแสดงการบินโชว์ต่อสายตาของผู้คนกว่า 20 ล้านคนมาแล้วรอบโลก กว่า 1,000 ครั้ง โดยทุกประเทศที่หมู่บินผาดแผลง “ธันเดอร์เบิร์ดส” ไปทำการแสดงจะได้รับการประดับธงชาติติดไว้ที่ลำตัวเครื่องบินทุกเครื่อง เพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งในที่นี้รวมถึงธงไตรรงค์ของประเทศไทยด้วย โดยในปีนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ฝูงบินนี้มาที่ประเทศไทย โดยการแสดงครั้งนี้ได้นำไปเป็นส่วนหนึ่งของตารางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเที่ยวในประเทศไทยด้วย โดยการที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา จะพิจารณานำหมู่บินผาดแผลง “ธันเดอร์เบิร์ดส” ไปทำการบินแสดง ณ ประเทศใด อันดับแรกจะต้องขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพด้วย สำหรับประเทศไทย นับเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีอย่างยิ่งกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มีการสถาปนาครบรอบความสัมพันธ์ระหว่างกันครบ 175 ปี เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นความสัมพันธ์ อันดีต่อเนื่องและยาวนาน
ถึงแม้ว่าการแสดงนี้จะได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เชื่อว่าจะยังคงติดตราตรึงใจสำหรับหลายๆท่านที่ร่วมรับรู้ เพราะไม่ใช่แค่การแสดงโชว์ผาดโผนอย่างเดียวอย่างที่กล่าวไปนะคะ แต่ยังสามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศได้อีกด้วย
ก่อนจากกันก่อนจากกันผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องมองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจกับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
* Image from http://photography.ratishnaroor.com/thunderbird-f16-pictures-at-utah-airshow
แผนพัฒนาพื้นที่ตลาดตลิ่งชัน
ตุลาคม 14, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
โครงการประเมินความพร้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับโอนถนนจากกรมทางหลวงชนบท
ตุลาคม 14, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
มองเศรษฐกิจไทย…มองให้เข้าใจ กับ ดร.สิริลักษณา คอมันตร์
ตุลาคม 13, 2009
สวัสดีค่ะ…ทุกครั้งที่มาพบกัน ผู้เขียนจะพยายามหาข้อมูลและความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่รู้ลึกและรู้จริงกับเรื่องที่น่าสนใจกัน และในฉบับนี้ก็เช่นกันค่ะ คงไม่มีเรื่องใดน่าสนใจไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจบ้านเราอีกแล้ว เราทุกคนต่างมีคำถามเพื่อรอคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมากมาย วันนี้เราอาจจะได้คำตอบที่ตรงใจหลายข้อ เพราะผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงจากเพชรในวงการเศรษฐศาสตร์ เพราะท่านนอกจากจะเป็นอาจารย์สอนคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ในขณะเดียวกันก็สวมบทบาทการเป็นที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดีกรีระดับนี้จะช้าอยู่ทำไมค่ะ ติดตามจากคอลัมน์นี้เลยค่ะ
Q1: ท่านอาจารย์ช่วยเล่าประวัติความเป็นมาสักเล็กน้อยได้ไหมค่ะ ว่าทำไมถึงเลือกเดินบนเส้นทางเศรษฐศาสตร์ จนกลายเป็นที่ยอมรับกันในสังคมปัจจุบันนี้ค่ะ?
เส้นทางสายเศรษฐศาสตร์นั้น ความจริงไม่ได้เลือก เนื่องจากตอนนั้นจะมีการสอบชิงทุนต่างๆ ก็ดูว่าสาขาใดบ้างที่เขาให้ทุน ซึ่งอาจารย์ก็เป็นนักล่าทุนอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีการแนะแนวการศึกษาเหมือนสมัยนี้ ข้อมูลใดๆ จึงไม่ค่อยมี ตอนนั้นมีเพียง 2 ทุน คือ วิศวกรรมศาสตร์ และ เศรษฐศาสตร์ จึงเลือกทุนเศรษฐศาสตร์ เพราะดูไม่น่ากลัว และน่าจะเรียนไหว ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจเลือก ไม่ใช่แค่ชอบแต่เรียกว่ารักในสาขาวิชานี้เลยค่ะ
ในการเริ่มต้นนั้น เทอมแรกเรียนไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจในการใช้สูตรต่างๆ จนกระทั่งอาจารย์ท่านหนึ่งได้สอนถึงวิธีการและความเป็นมาของสูตรที่ใช้แต่ละสูตรว่ามีที่มาอย่างไร ใช้ในกรณีใด ตั้งแต่นั้นมาทำให้การเรียนเศรษฐศาสตร์เปลี่ยนไป สอบได้คะแนนสูงสุดของคณะฯ เกิดความรักและเข้าใจในสาขาวิชาที่เรียน วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจไม่ใช่การท่องจำ และได้นำประสบการณ์ตรงนี้มาสอนนักศึกษาของตนเองเสมอว่า ถ้าจะเรียนเศรษฐศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องท่องจำให้ใช้ความเข้าใจเท่านั้น แล้วทุกอย่างจะตามมา
วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่วินิจฉัยโรคทางสังคม ซึ่งจะมีมุมมองกว้างกว่าศาสตร์แขนงอื่นๆ กล่าวคือ จะมองทุกปัญหาในสังคมอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน ทุกวันนี้จึงรักและสนุกกับการทำงานจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไรดี จะสอนอะไรให้กับนิสิตของเรา ไม่มีวันไหนเลยที่รู้สึกเบื่อหรือไม่อยากทำงานค่ะ
Q2: เมื่อประมาณปี 2540 ประเทศไทยพบกับปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ซึ่งก็เช่นเดียวกับตอนนี้ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจถดถอย ท่านอาจารย์คิดว่า เหตุการณ์ทั้ง 2 นั้นมีความแตกต่างและมีความรุนแรงมากน้อยกว่ากันอย่างไรค่ะ?
มีความแตกต่างกันค่ะ ในปี 2540 เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะปัญหาเกิดจากภายใน กล่าวคือ ในภาครัฐค่อนข้างจะอนุรักษ์และมีการบริหารงานดีในระดับหนึ่ง สังเกตจากตัวชี้สุขภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ดุลการคลัง การค้าระหว่างประเทศ ล้วนแต่เกินดุล หรือแม้แต่อัตราเงินเฟ้อซึ่งจัดได้ว่าไม่สูงมากนัก แต่การขยายตัวการส่งออกกลับเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการขยายตัวอยู่ที่ 15-16 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมาก ปรากฏว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากองค์กรและผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ได้นำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในการพัฒนาความสามารถ แต่กลับนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซื้อสินค้าที่นำเข้า เงินตราจึงไหลออกนอกประเทศ เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณภาพสินค้าของเราจึงด้อยกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อสินค้ากับประเทศที่มีคุณภาพดีกว่า เราจึงประสบปัญหาการขาดเงินทุน สถาบันการเงินจึงต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศ ซึ่งสมัยนั้น ระบบการกู้เงินก็ไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด ปล่อยให้กู้มากกว่าจำนวนที่ต้องการ อีกทั้งช่วงนั้นก็มีปัญหาเรื่องเงินบาทลดค่า นักลงทุนเข้ามาเกร็งกำไรกัน ถ้าตอนนั้นธนาคารที่เราไปกู้เขามา เรียกเก็บเงินคืน เราล้มละลายทันที
สำหรับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีนี้ค่อนข้างที่จะรุนแรงกว่าในครั้งนั้น เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้าของเราประสบปัญหาเศรษฐกิจ มีการปลดแรงงาน บริษัทหลายแห่งปิดตัว กำลังการซื้อลดลง การใช้จ่ายลดลง คนว่างงานเพิ่มขึ้น ปัญหาดังกล่าวย่อมส่งผลถึงประเทศญี่ปุ่น ประเทศในแถบเอเชีย ตลอดจนประเทศไทยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านการส่งออก หรือการปลดแรงงานต่างๆ แต่ครั้งนี้ประเทศไทยมีประสบการณ์จากครั้งก่อนแล้ว ดังนั้น หลายๆ ฝ่ายต้องหันหน้าคุยกันร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
Q3: วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจก็ได้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นกัน ตรงจุดนี้ ท่านอาจารย์มีมุมมองถึงสาเหตุสำคัญและมีปัจจัยใดที่เป็นตัวกระตุ้นค่ะ?
สาเหตุที่ทำให้สหรัฐอเมริกาพบกับวิกฤตเศรษฐกิจนั้น คงต้องย้อนกลับมามองถึงเรื่อง การควบคุมกำกับ เพราะสาเหตุนี้สำคัญมาก เนื่องจากในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาจะให้เศรษฐกิจดำเนินไป โดยรัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซง ปล่อยให้เอกชนดำเนินงานเอง ซึ่งการลดบทบาทของรัฐก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น การควบคุมกำกับนั้นไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการหย่อนยาน และเป็นผลทำให้ในส่วนอื่นๆ ล้มเหลวตามไปด้วย
Q4: ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ธุรกิจขนาดย่อย (SME) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย และมีเป็นจำนวนมาก ท่านอาจารย์คิดว่าภาครัฐควรที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรบ้างค่ะ?
ธุรกิจขนาดย่อย (SME) ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจสิ่งที่จะช่วยได้ในตอนนี้ คือ ต้องลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสหารายได้
สำหรับบทบาทความช่วยเหลือของรัฐบาลต่อธุรกิจขนาดย่อย (SME) นั้น คือ
4.1) รัฐบาลควรวางแผนให้การช่วยเหลือถาวรที่มีขีดความสามารถ กล่าวคือ รัฐควรจะช่วยพยุงให้ผู้ประกอบการสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้ จึงสามารถปล่อยให้เขาดำเนินธุรกิจของเขาเอง
4.2) รัฐบาลควรมีส่วนช่วยในเรื่องของการตลาด เช่น การประชาสัมพันธ์สินค้าและผลิตภัณฑ์ ในรูปแบบสื่อต่างๆ รวมถึงสื่อออนไลน์ เพื่อให้ต่างชาติสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ ซึ่งวิธีการนี้สำหรับรัฐบาลต่างชาติจะให้ความสำคัญมากทีเดียว
4.3) รัฐบาลควรมีส่วนช่วยในเรื่องเงินทุนสนับสนุน
Q5: การส่งเสริมเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) จะสามารถช่วยแก้ไขหรือซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหรือไม่อย่างไรค่ะ?
เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป FTA คือ การทำการค้าเสรีในวงแคบ ปัญหานี้อยู่ที่ว่า กลุ่มประเทศที่ทำเขตการค้าเสรีกับเรานั้นเป็นประเทศผู้มีประสิทธิภาพในการผลิตมากกว่าประเทศที่อยู่นอกเขตการค้าเสรีหรือไม่? เพราะถ้าสินค้าของกลุ่มประเทศที่อยู่ในเขตไม่มีประสิทธิภาพ เราก็จะใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น สินค้าตัวเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นต้นทุน 90 บาท แต่รวมภาษีนำเข้าเป็น 100 บาท แต่ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศในกลุ่มไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าต้นทุนสินค้า 100 บาทเท่ากัน แทนที่เราจะซื้อสินค้าชนิดนี้ได้ในราคา 90 บาท แต่ต้องจ่าย 100 บาท เป็นต้น
ดังนั้น การทำ FTA จึงเปรียบเสมือนการรวมพลังของกลุ่มประเทศเล็กๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการส่งออกและนำเข้าสินค้า เพราะถ้าการเจรจาการค้าโลกอย่างเช่น WTO นั้น มีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องมาตรฐานแรงงาน ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้การส่งออกนั้นทำได้ยาก
Q6: แล้วตอนนี้การเจรจาเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศต่างๆ ไปถึงไหนแล้วค่ะ?
ตอนนี้คงต้องหยุดไว้ก่อน เนื่องจากปี 2550 ข้อตกลงต่างๆ ต้องผ่านสภาฯ และข้อตกลงดังกล่าวนั้น อาจมีปัญหาที่จะตามมาซึ่งไม่สามารถเห็นได้ในระยะแรกๆ กล่าวคือ ข้อตกลงในเรื่องของสินค้า
นั้น รายละเอียดจะไม่เหมือนกันในแต่ละฉบับของแต่ละประเทศ เช่น สินค้าของประเทศหนึ่งต้องมีคุณสมบัติที่เป็นสินค้าของประเทศนั้นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะต้องมีการตรวจสอบที่แตกต่างกัน โดยไม่มีมาตรฐานที่สามารถยึดเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบได้ อีกทั้งสิ้นเปลืองทรัพยากรและงบประมาณในการตรวจสอบ
Q7: ท่านอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกว่าแสนล้านที่ออกมา จะได้ผลอย่างที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่อย่างไร?
มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี 2 แนวทาง คือ
1. นโยบายการคลัง คือ การลดภาษี และเพิ่มการใช้จ่าย โดยภาครัฐ
2. นโยบายการเงิน คือ การใช้อัตราดอกเบี้ย และเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
และสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ การใช้นโยบายการคลัง นับว่าเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด ซึ่งนโยบายนี้ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาท ในการใช้จ่ายเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนในระบบ แต่ทั้งนี้การใช้นโยบายการคลังต้องระวังเรื่องการทุจริตงบประมาณการใช้จ่าย เพราะการทุจริตจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ รัฐบาลต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปช่วยเหลือต้องให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากน้อยตามลำดับความเหมาะสม เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า เรื่องเหล่านี้ต้องมีการวางแผน และทั้งนี้เรื่องการเมืองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยนอกจากต้องประสบกับเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังคงต้องเผชิญกับการเมืองที่สถานการณ์ไม่นิ่งด้วย
Q8: ขอให้ท่านอาจารย์ฝากข้อคิด และมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แก่ท่านผู้อ่านสักเล็กน้อยค่ะ?
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้มีรายได้น้อยก็ควรช่วยกันประหยัด ส่วนผู้ที่มีรายได้สูงควรช่วยกันใช้จ่ายเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเงินในระบบ แต่ในการใช้จ่ายก็ต้องเน้นด้วยว่า ช่วยกันกินของไทย ใช้ของไทย และเที่ยวเมืองไทย หรือสินค้าอะไรก็ตามที่ผลิตในประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นคนต่างชาติมาบริหารกิจการ แต่ถ้าเราช่วยกันใช้สินค้าและบริการนั้น เท่ากับว่าเราได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเช่นกัน ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเราคนไทยทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรหันหน้าคุยกัน ช่วยกันพยุงสถานการณ์ให้ผ่านไปได้ด้วยดี
เสียดายที่หน้าคอลัมน์ของเราน้อยเกินไปสำหรับบทสัมภาษณ์นี้ เพราะทุกความคิดเห็นของอาจารย์นั้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งนั้น แบบนี้คงไม่ผิดที่จะใช้คำว่า “เพชรแห่งวงการ” จริงๆ ค่ะ
TopScholar’s Web Editor
รายงานวิจัย เรื่องความรับผิดชอบทาอาญาของนิติบุคคล ศึกษาเพื่อหาข้อเสนอทางนิติวิธีสำหรับประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับกฎหมายอังกฤษและฝรั่งเศส
ตุลาคม 12, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
รายงานฉบับผู้บริหาร โครงการปรับปรุงการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำและข้อเสนอแนะมาตรการการใช้ดินในเขตลุ่มน้ำ
ตุลาคม 12, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วิศวกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ พิมพ์ครั้งที่ 2
ตุลาคม 12, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
Wows and Words
ตุลาคม 10, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 1
ตุลาคม 10, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||



















