นมโรงเรียน

สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักและชื่นชมข่าวสารวิชาการ สัปดาห์นี้กลับมาพบกับเรื่องราวดีๆที่นำมาฝากกัน โดยวันนี้ขอเริ่มด้วย ข่าวที่ในหลวงของเราทรงมีพระราชดำรัส ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาบ้านเมือง ทรงห่วงประเทศกำลังล่มจม เพราะมีแต่คนแก่งแย่งชิงกัน ขอให้ผู้มีความรู้พาบ้านเมืองรอดพ้นภัย สร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง……….

แต่วันนี้เรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เรื่องราวที่ใหม่มาก แต่ยังคงได้รับความสนใจอยู่กับความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตนมโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องราวน่าตกใจว่าที่ผ่านมา ลูกหลานไทยเราได้กินนมที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ก็คงจะเป็นเรื่องดีที่เด็กไทยเราจะได้กินนมดีๆ กัน

แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักโครงการนมโรงเรียนก่อนว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2535 โดยเริ่มให้เฉพาะเด็กอนุบาลก่อน จนปัจจุบันมีถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวม 5,961,373 คน รวมงบประมาณ 6,819.03 ล้านบาท โดยมีจุดประสงค์หลักๆ 3 อย่าง คือ

1. เพื่อพัฒนาร่างกายของเด็กนักเรียนให้มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง และมีน้ำหนักและส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข
2. เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กไทยรักการดื่มนม
3. เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้น้ำนมดิบในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของรัฐบาล

โดยความคืบหน้าล่าสุด พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้อำนวยการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังบุกเข้าจับกุมนำกำลังบุกเข้าจับกุม นายปิยะ แย้มชะยา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ทั้งนี้ ดีเอสไอมีหลักฐานว่ามีการฮั้วประมูลกันที่ อบต.พะโต๊ะ เทศบาลตำบลพะโต๊ะ และในหลายๆ พื้นที่ โดยทั้งสองคนได้สลับกันเข้าเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ให้ประโยชน์แก่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง

พ.อ.ปิยะวัฒก์ เปิดเผยว่า วันเดียวกันดีเอสไอเข้าตรวจค้นโรงงานผลิตนมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตนมโรงเรียนพร้อมกัน 3 โรง คือ 1. โรงนมบริษัท สหกรณ์โคนม ชะอำ-ห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 2. โรงนมฟาร์มชินบัญชร อ.สะเดา จ.สงขลา และ 3. โรงนมบริษัท นำศรีชล 96 ต.ทุ่งตะไคร อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร ทั้งนี้ ได้ตรวจยึดนมจากโรงงานทั้ง 3 แห่ง ส่งตรวจสอบคุณภาพ หากพบว่ามีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานก็จะถูกดำเนินคดีอีกในฐานความผิดปลอมปนอาหาร “นอกจากการทุจริตนมโรงเรียนใน จ.ชุมพร แล้วยังมี อบต. อีก กว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศที่ ดีเอสไอกำลังตรวจสอบ และมี อบต.ประมาณ 3,000 แห่งส่งข้อมูลมาให้ดีเอสไอแล้ว” พ.อ.ปิะวัฒก์ กล่าว

โดยความคืบหน้าเราๆ ท่านๆ ก็คงต้องติดตามผลกันต่อไป และเนื่องจากเรื่องนี้มีผู้คนสนใจเยอะทำให้ทาง สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาผลิตนม 4 ประเภท ได้แก่ นมกล่องยูเอชที นมพาสเจอไรซ์ นมข้นจืด นมผง พบว่านมทั้ง 4 ประเภทมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ โรงเรียนจะต้องเลือกนมแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับการขนส่ง และสถานที่ตั้งของโรงเรียน โดยเสนอแนวทางการดำเนินโครงการนมโรงเรียนเชิงนโยบาย ดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์นม 4 ประเภท เมื่อเตรียมเป็นนมพร้อมดื่มอย่างถูกต้อง มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน โดยนมแต่ละประเภทมีข้อดีและด้อยต่างกัน จึงเหมาะสมกับโรงเรียนที่มีสภาพต่างกัน ทั้งนี้ นมทุกประเภทยกเว้นนมกล่องยูเอชทีมีราคาต่ำกว่างบประมาณต่อหัวเด็กต่อวันที่รัฐบาลจ่ายให้ ดังนั้น โรงเรียนสามารถจัดดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้สื่อที่มีคุณภาพให้ข้อมูลที่จำเป็นถูกต้องตามระบบของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ส.ป.ช.)
2. การบรรจุนมพาสเจอไรซ์ในภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ 10-15 ลิตร สามารถดำเนินการได้ดีในโรงเรียนที่อยู่ใกล้โรงงานแปรรูปนม ซึ่งช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในแง่ภาชนะบรรจุ ลดปริมาณขยะ และประกันได้ว่าเด็กทุกคนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพดี
3. เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้งบประมาณของชาติและของเกษตรกร รัฐบาลต้องสนับสนุนให้โรงเรียนใช้นมพาสเจอไรซ์ในท้องถิ่นเป็นอันดับแรก แต่ควรให้อิสระกับโรงเรียนในการใช้ข้อมูลวิชาการที่ถูกต้องในการเลือกใช้ประเภทของนมที่เหมาะสมกับสภาพโรงเรียนได้ด้วย
4. รัฐบาลต้องจัดให้มีการดำเนินการโครงการอาหารเสริม (นม) ในช่วงปิดภาคเรียน โดยสามารถใช้เงินของโครงการอาหารเสริม (นม) ที่เหลืออยู่ ร่วมกับเงินของผู้ปกครองซื้อนมที่ผลิตจากโรงงานในท้องถิ่น โดยใช้นมดิบของเกษตรกรในท้องถิ่นทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
5. โรงเรียนที่บริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) ที่เลือกใช้นมประเภทที่มีราคาถูกกว่า ควรมีสิทธิในการใช้เงินส่วนนั้นในการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) ในช่วงปิดภาคการศึกษา ร่วมกับผู้ปกครอง และโรงงานแปรรูปนมในท้องถิ่น

อันนี้เป็นแค่หนึ่งในแนวทางการสนับสนุน เมื่อมีผู้สนับสนุนและแนวทางการแก้ไขเพื่อให้เยาวชนของเรา ได้รับสิ่งที่ดีๆ ทางผู้เขียนก็หวังว่าเรื่องราวนี้จะคลี่คลายไปในแนวที่ดี ก่อนจากกันทางผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่มีอยู่ TopScholar.org ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ผลงานวิชาการออกใหม่ โดยอาทิตย์นี้มีผลงานวิชาการน่าสนใจมากมาย เช่น หนังสือ “สารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาไทยถิ่น” ของ ผศ.ดร.ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ ที่ทำให้เราเข้าใจภาษาไทยท้องถิ่นของเรามากขึ้น หรือจะเป็นหนังสือ “เอกสารผู้รับการอบรมคณิตศาสตร์ประถมศึกษา” ของ สสวท. เป็นการให้ความรู้กับผู้ที่ได้รับการอบรมโดยเฉพาะ โดยผลงานวิชาการใหม่ๆเหล่านี้ได้ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ และมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ

อ้อ! และจะลืมไม่ได้เลย หากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเราก็สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ

TopScholar’s Web Editor

Share and Enjoy:
  • Digg
  • Google
  • E-mail this story to a friend!
  • Print this article!
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Live
  • Technorati
  • YahooMyWeb

Leave a Reply