แผนการปฏิรูปการรถไฟ
มิถุนายน 30, 2009
ในสัปดาห์นี้ Editor Talk กลับมาพบกันอีกเช่นเคย กับเรื่องราวดีที่เอามาฝากกัน จะว่าไปเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนี่ก็จะหมดเดือน 6 กันแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองก็ยังมีเรื่องยอดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้น่าจะเป็นการดูแลสุขภาพตัวเอง มันคือการปกป้องที่ดีที่สุด และกระแสน้องหมีแพนด้าน้อยก็ยังไม่จางหายไปไหน ทำการโหวตชื่อทางไปรษณีย์กันอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ที่ไม่น่าจะเป็นประเด็นขึ้นมาก็สามารถสร้างกระแสกลบเรื่องอื่นๆ ไปได้ทีเดียว ที่อยู่ดีๆ รถไฟทั้งประเทศก็หยุดวิ่ง
เนื่องจากทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยรวมถึงพนักงานต่างๆ ได้ประท้วงโดยการหยุดวิ่งรถไฟทั่วประเทศนั้น โดยประชาชนที่จะต้องเดินทางโดยสารทางรถไฟเกิดความเดือดร้อนอย่างมากมาย
ทางด้านนายสาวิตย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การหยุดรถครั้งนี้เกิดจากสมาชิกสหภาพและพนักงานที่ไม่เห็นด้วยกับการแปรรูปการรถไฟ ส่วนหยุดรถเป็นเวลานานเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องจะส่งคนมาเจรจา และสหภาพพร้อมที่จะพูดคุยเพื่อแก้ปัญหา ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานการรถไฟ ได้เสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลและรัฐมนตรีคมนาคมหลายครั้ง แต่ไม่มีใครสนใจ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังพยายามที่จะปฏิรูปรถไฟต่อไป โดยที่สหภาพไม่เห็นด้วย”
ขณะที่นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงได้ทำหนังสือนัดว่าวันอังคารที่ 23 มิถุนายน เวลา 15.00 น. จะมีการพูดคุยเจรจากับสหภาพ เพราะไม่ประสงค์ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ก็มีการหยุดเดินรถเสียก่อน ซึ่งตนเข้าใจเจตนาของสหภาพดีว่าเขาไม่ต้องการแปรรูป แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวเป็นเรื่องการแปรรูปการรถไฟ แต่เป็นการตั้งบริษัทแอร์พอร์ตลิงค์ขึ้นมา และที่ผ่านมาได้มีการเดินสายชี้แจงกับพนักงานทั่วประเทศมาแล้ว
หลังจากที่ได้มีการหารือกันแล้ว จึงเกิดการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ยังยืนยันในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 เท่ากับปฏิเสธข้อเรียกร้องข้อ 1 ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญที่ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ว่าด้วย “แผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย” นำเสนอโดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลัง
สาระสำคัญคือ จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทเดินรถ และบริษัทบริหารทรัพย์สิน แยกออกมาโดยการรถไฟฯ ถือหุ้น 100% บริษัทแรกมีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท บริษัทหลังมีทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท การจดทะเบียนของทั้งสองบริษัทจะต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วันหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติ จากนั้นพิจารณาแบ่งแยกภารกิจ สินทรัพย์และหนี้สิน ระหว่างการรถไฟฯ และบริษัทลูกทั้งสอง โดยภารกิจของบริษัทบริหารจัดการทรัพย์สินนั้นจะมีหน้าที่ในการดำเนินการให้เอกชนพัฒนาและบริหารที่ดินทั้งหมด ขณะที่บริษัทเดินรถทำหน้าที่ดูแลเรื่องการเดินรถใน 4 หน่วยธุรกิจ
ขณะที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟฯ ไปเจรจาทำความเข้าใจกับสหภาพแรงงานการรถไฟฯ อย่างน้อยก็ปรับความคิดและความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เพราะจริงๆ แล้วความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นเป็นกรรมการสหภาพการรถไฟฯ ชุดปัจจุบันที่มี นายสาวิต แก้วหวาน เป็นประธานคนปัจจุบันเป็นคนละชุดกับกรรมการสหภาพชุดเดิม อีกทั้งความเห็นของสหภาพการรถไฟฯ 2 ชุดก็ต่างกัน
ส่วนทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า เตรียมพบปะหารือ กับประธานบริษัท China Railway Engineering Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจีนที่ดูแลเรื่องรถไฟ เพื่อหารือถึงการปรับปรุงรถไฟ และเชิญชวนให้มาร่วมลงทุนเพราะรัฐบาลต้องการที่จะเชื่อมต่อรถไฟในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับจีนที่สร้างเส้นทางรถไฟมาถึงเวียดนาม และจะขยายต่อมาถึงประเทศกัมพูชาด้วย โดยเรื่องการท่องเที่ยวนั้น นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลจีน ทำความเข้าใจกับประชาชนให้มาท่องเที่ยวในไทย ซึ่งทางจีน ยืนยัน จะให้การสนับสนุนให้คนจีนมาเที่ยวเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า การตั้งบริษัทลูก 2 บริษัทเป็นการแปรรูปการรถไฟฯ ที่ไม่ใช่นักการเมืองและนักธุรกิจได้ประโยชน์ แต่เป็นที่ประชาชนจะไม่ถูกขูดรีดค่าโดยสารในอนาคต ในทั้งนี้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาหยุดเดินรถไฟสามารถอธิบายชี้แจงให้พนักงานและประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างถ่องแท้ว่าการฟื้นฟูการรถไฟฯตามแผนนั้นมุ่งที่ประโยชน์ของการรถไฟฯ จริงๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้าอธิบายไม่ได้ หรืออธิบายแล้วคนไม่เข้าใจหรือไม่เชื่อก็ยากที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังจะเดินหน้าฟื้นฟูการรถไฟฯ ไปได้อย่างราบรื่น
ก็อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวให้ฟังไปแล้วถ้าทางคณะรัฐบาลดำเนินการ “แผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย” โดยอิงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักใหญ่ ก็คงทำให้ทั้งผู้เขียนผู้อ่านมีความสุข โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าวางแผนเดินทาง ทางรถไฟ แล้วอยู่ดีๆ รถไฟก็หยุดวิ่งโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์ซึ่งเป็นไฮไลต์ของเว็บไซท์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ “การเพิ่มอายุการใช้งานของระบบม่านน้ำจากหน่วยพ่นสี” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ เรื่อง “พุทธจริยศาสตร์ การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์” ของ ผศ.ดร.วิทยา ศักยภินันท์ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาอบรมและสัมมนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มิถุนายน 29, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
พุทธจริยศาสตร์ การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์
มิถุนายน 19, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
โครงการศึกษาวิจัยเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการรองรับการดำเนินงานของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)
มิถุนายน 17, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
การรับรู้ พฤติกรรม ที่มีต่อ จิตสำนึกสาธารณะ และ การสื่อสารการตลาดเพื่อการรณรงค์ด้านจิตสำนึกสาธารณะของเยาวชน
มิถุนายน 17, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เอกสารประกอบหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวนและผู้ประนีประนอม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
มิถุนายน 17, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
คู่มือพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวน และผู้ประนีประนอม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
มิถุนายน 17, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
หลักสูตรฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวนและผู้ประนีประนอม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
มิถุนายน 17, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
การเมืองไทยและประชาธิปไตย
มิถุนายน 17, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
โครงการเช็คช่วยชาติรอบ 2
มิถุนายน 15, 2009
Editor Talk กลับมาพบกันอีกเช่นเคย กับเรื่องราวดีๆ ที่มีมาฝากกันอย่างต่อเนื่อง มีข่าวมากมายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้แบบทันยุคทันสมัย ยิ่งไปกว่านี้มีข่าวน่าสนใจหลากหลายข่าวทีเดียว กระแสแพนด้าน้อยก็ยังไม่จางหายไป มีการส่งไปรษณียบัตรรวมกันคิดชื่อเจ้าแพนด้าน้อย (ใครยังไม่ได้ส่งอย่าลืมส่งนะค่ะ) หรือข่าวเข้มข้นขึ้นมา ก็คือการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่ลุกลามมาถึงไทยขนาดต้องสั่งปิดโรงเรียนกันเลยที่เดียว มีทั้งข่าวน่ารักๆ และเข้มข้นไปแล้ว แต่ที่ท่านผู้อ่านสนใจกันเป็นพิเศษน่าจะเป็นการกำหนดแจกโครงการเช็คช่วยชาติรอบใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายนนี้
ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นบุคคลภาครัฐ และผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม โดยจ่ายเงินเป็น “เช็คช่วยชาติ” ให้รายละ 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยสร้างกำลังซื้อภายในประเทศในวงกว้างอย่างทั่วถึง เห็นผลเร็วและรั่วไหลน้อยที่สุด เพื่อพยุงเศรษฐกิจช่วงเวลาที่เศรษฐกิจหดตัวในระยะเร่งด่วน
หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 โดยจ่ายไปแล้วในรอบแรกเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 52 จำนวน 8,803,478 รายไปแล้ว แบ่งผู้มีสิทธิได้รับเช็คช่วยชาติเป็น 2 กลุ่ม คือ
1) ผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ได้แก่
• ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40
• ผู้ประกันตนตามมาตรา 38 ที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2551 และยังได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม ต่อไปอีก 6 เดือน
2) บุคลากรภาครัฐ ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ข้าราชการครู และบุคคลทางการศึกษา ข้าราชการทหาร ตำรวจ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว (เฉพาะงบบุคลากร) เจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ข้าราชการบำนาญ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดง อาสาสมัครทหารพราน
ต่อมาได้มีมติเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม และวันที่ 21 เมษายน เพื่อช่วยเหลือบุคลากรเพิ่มเติมอีก 6 กลุ่ม ได้แก่
• บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• บุคลากรขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
• ทหารเกณฑ์ของกระทรวงกลาโหม
• บุคลากรของหน่วยงานรูปแบบพิเศษ (องค์กรมหาชน)
• พนักงานรัฐวิสาหกิจ
• ครู บุคลากรด้านการศึกษาในโรงเรียนเอกชน
โดยกรมบัญชีกลางได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบดังกล่าวมาประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ค. เพื่อชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการต่างๆ และเพื่อสำรวจรวบรวมข้อมูลของผู้มีสิทธิที่อยู่ในสังกัด โดยให้จัดส่งข้อมูลที่มีสิทธิได้รับเช็คให้กรมบัญชีกลาง ภายในวันที่ 5 มิ.ย. เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความซ้ำซ้อนของข้อมูล มีบางหน่วยงานที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนก็ส่งกลับไปแก้ไขและส่งกลับมาภายในวันที่ 8 มิ.ย. โดยรอบแรกนี้ทางธนาคารกรุงเทพจะพิมพ์เช็คลง วันที่ 16 มิ.ย. 2552 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ รับเช็คได้ในวันที่ 15 มิ.ย. 2552 และกรณีที่ดำเนินการไม่ทันในรอบแรก สามารถส่งข้อมูลได้ถึงวันที่ 23 มิ.ย. โดยจะออกเช็ควันที่ 30 มิ.ย. 2552 และได้รับเช็ควันที่ 29 มิ.ย. 2552 หลังจากนี้จะไม่มีการแจกเช็คช่วยชาติลักษณะนี้อีก
สำหรับขั้นตอนการรับเช็คช่วยชาติ หน่วยงานที่รับผิดชอบบุคลากรแต่ละกลุ่ม จะรับเช็คที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ 2 ครั้ง คือวันที่ 15 และ 29 มิ.ย. 52 แล้วหน่วยงานก็มีหน้าที่จ่ายเช็คช่วยชาติให้แก่ผู้มีสิทธิต่อไป
สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรเพิ่มเติมให้ 6 กลุ่ม แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1. พนักงานรัฐวิสาหกิจ ใช้ในวงเงินที่รัฐจัดสรรรอบแรกในส่วนของบุคลากรภาครัฐ 2,652 ล้านบาท ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมบัญชีกลาง
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช. คลัง กล่าวว่า “ที่ผ่านมาการประเมินแล้วว่า ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการจ่ายเช็คช่วยชาตินี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ประชาชนพึงพอใจและที่สำคัญเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคจากกลุ่มแรกที่รับเช็คช่วยชาติมีการใช้จ่ายในเศรษฐกิจกว่า 16,908 ล้านบาท และสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับเช็คกลุ่มแรก ยังมีเวลาถึงวันที่ 23 มิ.ย. 52 ถ้าพ้นกำหนดแล้วจะนำส่งคืนคลัง”
ส่วนทางด้าน นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. เศรษฐกิจ ได้เห็นชอบในทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือ เอสพี 1 รายงานความคืบหน้าของโครงการรับผิดชอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทราบทุก 2 สัปดาห์ เพื่อนำไปประเมินผลทางเศรษฐกิจและรายงานให้ ครม. ทราบ หลังผลการเบิกจ่ายเงินของเอสพี 1 พบว่าจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 52 เบิกจ่ายได้ 55,831.76 ล้านบาท หรือ 47.84 % ของวงเงินรวม 116,700 ล้านบาท
ฟังท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีกล่าวรายละเอียดเรื่องดังกล่าวกันแล้ว ทำให้รู้ว่ามีการรับเพิ่มเติมอีก 6 กลุ่ม ท่านผู้อ่านสามารถไปรับเช็คช่วยชาติได้ที่ สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 29 มิ.ย. 52 นี้ หรือติดต่อสอบถามที่ www.เช็คช่วยชาติ.com ….ผู้เขียนขอฝากไว้เท่านี้ค่ะ
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซด์ www.TopScholar.org ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชกำหนดและการควบคุมตรวจสอบความชอบโดยศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนไทยควรรับรู้ไว้ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ ซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องพิบัติภัยธรรมชาติ (สึนามิ) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซด์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานทางวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ หรือมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซด์นะค่ะ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซด์ของเรา สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor




















