Money Expo 2009
เมษายน 25, 2009
ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ ทั้งภูมิอากาศ และเหตุบ้านการเมืองของประเทศไทย ณ ขณะนี้เรียกได้ว่า เอาช้างมาฉุดไฉนเลยจะหยุดได้ เพราะดูเชิงแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศที่แสนจะร้อนรุ่มทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมอารมณ์ลดลง ไม่อยู่กับล่องรอย เท่านั้นไม่พอ เรื่องการเมืองปัญหาต่อเนื่องเรื้อรังไม่เห็นหนทางที่สดใสก็ประดังโหมโรงเข้ามาผสมปนเปรกันอีรุงตุงนัง สงครามระหว่างคนไทยกันเองมันช่างแสนเจ็บปวดเหนือกว่าปัญหาทั้งปวง หากคนไทยไม่หยุด ไม่เลิก ไม่สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด หนทางสิ้นชาติของเราคงรออยู่อีกไม่ไกลเป็นแน่แท้
ออกจะดูดุเดือดไปสักนิดสำหรับการเปิดการทักทายท่านผู้อ่านกับ Editor Talk ในสัปดาห์นี้ แต่ก็อย่าพึ่งตกใจไปค่ะ เพราะข่าวสารที่นำมาฝากกันอาจจะเป็นข่าวดีสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการก็เป็นได้ เนื่องจาก “งานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 9” Money Expo 2009 จัดโดยวาสาร การเงินธนาคาร ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจัดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 7 – 10 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ 4 วันเต็ม ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.
นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไปเป็นประธานเปิดงานในวันที่ 7 พฤษภาคม และแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจให้ฟังด้วย แม้เศรษฐกิจช่วงนี้จะตกอยู่ในภาวะซบเซา แต่ตัวเลขสินเชื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาธนาคารกลับสามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วกว่า 8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 6.56 แสดงให้เห็นว่า โดยภาพรวมแล้วความต้องการสินเชื่อยังมีสูง และธนาคารก็สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ถดถอยตามบรรยากาศ
ที่สำคัญ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ที่หงอยเหงามาหลายเดือน ตัวเลขเดือนมีนาคม ที่สภาอุตสาหกรรมเปิดเผยออกมาดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ 69.4 จากเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งอยู่ที่ 63.0 เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และบางอุตสาหกรรมก็เริ่มมีการจ้างงานกันใหม่แล้ว สอดคล้องกับการคาดการณ์สำนักเศรษฐกิจระดับโลกหลายแห่งว่า จุดตกต่ำสุดของวิกฤติเศรษฐกิจน่าจะจบลงในไตรมาสนี้ แล้วเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 หรือครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป และฟื้นตัวอย่างจริงจังในปีหน้า 2553
งานมหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป 2009 ปีนี้ น่าจะเป็น “โอกาสทอง” ของ “นักลงทุน” อย่างแท้จริง เป็นโอกาสในวิกฤติ เพราะดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะ กู้ไปลงทุน กู้ไปซื้อบ้าน หรือรีไฟแนนซ์เงินกู้ เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ย โดยเฉพาะ สินเชื่อบ้าน แต่ละแบงก์ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ นาน 6 เดือนขึ้นไป พร้อมของแถมคุ้มค่าอีกมากมาย เช่น โฮมเธียเตอร์จอยักษ์, ทีวี 42 นิ้ว, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก, ไอโฟน-ไอพอด ไปจนถึงทัวร์ต่างประเทศ ถ้าเป็นสินเชื่อบุคคล อนุมัติในงานได้เลย บางธนาคาร เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ถ้ากู้ซื้อบ้านในงานนี้ จะได้รับดอกเบี้ยคืนเป็นขั้นบันได 10 ปีแรก สูงถึง 55 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น
อีกไฮไลต์ในงานก็คือ “เงินฝากดอกเบี้ยสูง” ที่เหมาะสำหรับ “คนมีเงินเก็บ” และต้องการ “ดอกเบี้ยเงินฝากสูง” ในงานมหกรรมการเงินปีนี้ เกือบทุกธนาคารต่างงัดดอกเบี้ยและของรางวัลเพื่อระดมเงินฝากในงานครั้งที่ใหญ่ที่สุด เช่น เปิดบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือนในงานจะได้รับโบนัสเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยปกติ หรือบัญชีออมทรัพย์ซุปเปอร์เซฟวิ่ง ให้ดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 1.5 หรือบัญชีเซฟวิ่งพลัส ดอกเบี้ยสูงกว่า 1.25 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น
นอกจากนี้ กองทุนรวม ที่นำกองทุนใหม่มาให้ลงทุนอีกมากมายจาก บล. และ บลจ. ที่เข้าร่วมงาน 46 แห่ง ใครจะลงทุนใน หุ้น และ ทองคำ ช่วงนี้ก็ถือเป็นโอกาสทองอีกเหมือนกัน เพราะตลาดหลักทรัพย์จะไปชี้ช่องรวยให้เห็นใน “5 สัญญาณการลงทุน” หุ้นราคาถูกแบบนี้คงไม่มีอีกแล้ว ได้เงินปันผลอีกต่างหาก
ทราบอย่างนี้แล้ว ใครที่มีปัญหาเรื่องธุรกิจ เงินทุนไม่เพียงพอ ไม่ต้องท้อแท้ ไปงานนี้แก้ปัญหาได้อีกเหมือนกัน เพราะธนาคารแต่ละแห่งได้เตรียม “ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ” เรื่องธุรกิจการเงินทุกสาขา รวมกันแล้วก็หลายร้อยคน ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาช่วยแก้ปัญหาให้ในงาน จะได้มีเงินทุนไปฟื้นฟูกิจการกันใหม่ ได้ทั้งทางออก ได้ทั้งเงิน เรียกได้ว่า คุ้มเกินคุ้มเลยค่ะ
สุดท้ายผู้เขียนขอฝากเรื่องราวดีๆ ที่ยังมีอีกมากมายในเว็บไซท์ TopScholar ของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่านที่นำเสนอเรื่อง “ความลำเอียงของรัฐไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ (ตอน 2)” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวต่อเนื่องจากตอนที่ 1 ไว้อย่างน่าสนใจ หรือแม้แต่คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการซึ่งตอนนี้นำเสนอเรื่องพิบัติภัยธรรมชาติ (สึนามิ) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านธรณีวิทยา ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ และที่เป็นไฮไลต์ของเว็บไซท์ตอนนี้คือ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีผลงานวิชาการใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ถ้าอยากทราบว่าผลงานเหล่านั้นจะน่าสนใจ และมีการออกแบบรูปเล่มสวยงามเพียงใด คลิกชมได้ที่เว็บไซท์นะค่ะ อ้อ! และจะลืมไม่ได้เลย หากผู้อ่านท่านใดมีคำติชมและแนะนำเว็บไซท์ของเราก็สามารถส่งข้อมูลนั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้ลาก่อนค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ความลำเอียงของรัฐไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ (ตอนที่ 2)
เมษายน 18, 2009
ในช่วงเวลาแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา กระบวนการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เกิดขึ้นในท่ามกลางของความสัมพันธ์ระหว่าง ข้าราชการ นักการเมืองจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party; LDP) และผู้บริหารธุรกิจเอกชน ซึ่งทั้งสามฝ่ายเป็นคนกลุ่มเดียวกัน (19) ในขณะที่เกาหลีใต้และไต้หวัน กระบวนการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมทางการเมืองในระบอบอำนาจนิยม (20) (Authoritarianism) กล่าวคือ เกาหลีใต้ปกครองด้วยรัฐบาลทหารที่มาจากการทำรัฐประหาร ในขณะที่ไต้หวันปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว คือ พรรค “ก๊กมินตั๋ง” ภายใต้กฎอัยการศึก กล่าวโดยเปรียบเทียบการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น มีความเป็นเสรีนิยม และการปรึกษาหารือระหว่างรัฐและเอกชนมากกว่าในกรณีของเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเอกชนมีลักษณะเป็นแบบบนลงล่าง (Top down) อย่างไรก็ตาม นโยบายที่รัฐทั้งสามได้กำหนดขึ้นจะมีลักษณะของการชี้นำทิศทางให้แก่ภาคเอกชนไปปฏิบัติ แม้กระทั่งในกรณีของญี่ปุ่นซึ่งมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ การชี้นำทางปกครอง (Administrtive Guidance) ซึ่งส่งผลให้กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมมีอำนาจอย่างมาก (21) ในการเข้าแทรกแซงและกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของภาคเอกชน
ลักษณะเด่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ คือ การที่รัฐสามารถกำหนดขั้นตอนในการพัฒนาอุตสาหกรรม จากอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าไปสู่ อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก จากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น (22) เช่น การเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ ไปสู่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เหล็กกล้า การต่อเรือ ปิโครเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้น (Knowledge Intensive Industry) ทั้งนี้รัฐทั้งสามมีบทบาทอย่างสำคัญในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา(Research and Development; R&D) เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและยกระดับเทคโนโลยีในการผลิตของภาค อุตสาหกรรม
ความลำเอียงของรัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
รัฐไทยมิอาจจัดได้ว่าเป็นรัฐมุ่งพัฒนา (Developmental State) เพราะรัฐไทยได้เก็บภาษีส่งออกจากผลผลิตทางการเกษตรอันได้แก่ข้าว และยางพาราอย่างหนัก ซึ่งมีผลในการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจออกจากภาคเกษตรกรรม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในกรณีของข้าว และยางพาราพฤติกรรมของรัฐไทยเป็นไปในทางเบียดเบียน ฉกฉวย และถือเอาประโยชน์แต่ถ่ายเดียว (23) (Predator) ในทางตรงกันข้ามก็มิอาจกล่าวได้ว่ารัฐไทยเป็นรัฐกดขี่ (Predatory State) เพราะรัฐไทยได้ให้การ คุ้มครองและอุดหนุนต่อภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงสรุปได้ว่ารัฐไทยเป็นรัฐที่อยู่ระหว่างกลาง (Intermediate State) ระหว่างรัฐมุ่งพัฒนาและรัฐกดขี่
รัฐไทยได้เก็บค่าพรีเมี่ยมข้าวซึ่งมีลักษณะเป็นอากรขาออก (Export Duty) จากการ ส่งออกข้าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ตราบจนถึงปี พ.ศ. 2529 ซึ่งมีผลทำให้ราคาข้าวที่ชาวนาได้รับต่ำกว่าราคาข้าวในกรณีที่มิได้มีการเก็บค่าพรีเมี่ยม ส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากภาคการผลิตข้าวที่รัฐได้ดูดซับออกไปนี้มีมูลค่าประมาณ 28,525,690,300 บาท (24)
รัฐไทยได้เก็บอากรขาออกยางพารามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ตราบจนถึงปี พ.ศ. 2533 ซึ่งมีผลทำให้ราคายางพาราที่ชาวสวนได้รับต่ำกว่ากรณีที่มิได้มีการเก็บอากรขาออก โดยมูลค่าของอากรขาออกที่รัฐจัดเก็บในระหว่างปี พ.ศ. 2511 ถึงปี พ.ศ. 2533 มีมูลค่าประมาณ 15,217,927,939 บาท (25)
ในกรณีของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย แม้ว่าชาวไร่อ้อยจะได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ควรแก่การพิจารณาเพิ่มเติม 2 ประการ คือ ประการแรก เมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่โรงงานน้ำตาลได้รับ ชาวไร่อ้อยย่อมได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ ทั้งนี้ เพราะโรงงานน้ำตาลมีช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มเติม ภายใต้ช่องโหว่ของระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เช่น การลักลอบจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศเกินกว่าโควต้าที่ได้รับการจัดสรร (26) การรับซื้ออ้อยจากชาวไร่ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง (27) กอปรกับการกำหนดราคาอ้อยอยู่ปลายสุดของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยราคาอ้อยคำนวณจากรายได้ทั้งหมดของอุตสาหกรรมหาร ด้วยปริมาณผลผลิตอ้อยทั้งหมดที่ส่งเข้าหีบในโรงงานน้ำตาลในปีการผลิตนั้น ดังนั้น ชาวไร่อ้อยจึงเป็นเพียงผู้รับราคาซึ่งถูกกำหนดภายใต้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ประการที่สอง ภาระการอุดหนุนที่รัฐได้ให้ต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ย่อมตกอยู่กับผู้บริโภค ในลักษณะของการที่ต้องซื้อน้ำตาลทรายในราคาที่สูงกว่าในกรณีที่มีการเปิดเสรีตลาดการค้าน้ำตาลทราย โดยในระหว่างปี พ.ศ. 2528 - 2544 ภาระของ ผู้บริโภคดังกล่าวนี้มีมูลค่าประมาณปีละ 7,001,230,400 บาท (28)
กล่าวในอีกทางหนึ่ง เมื่อได้เข้าแทรกแซงภาคอุตสาหกรรม รัฐได้ให้การอุดหนุนและความคุ้มครองแก่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมผ่านนโยบายและมาตรการนานัปการ ในช่วงต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจรัฐได้ตั้งกำแพงภาษี เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้า โดยโครงสร้างของพิกัดอัตราภาษีศุลกากรในปี พ.ศ. 2514 มีผลในการให้ความคุ้มครอง สินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่าสินค้าขั้นกลางและมากกว่าสินค้าเครื่องจักร พร้อมๆ กันนั้น รัฐก็ได้ให้สิทธิและประโยชน์ผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินกิจการ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ซึ่งกิจการอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้า ทดแทนการนำเข้าย่อมอาศัยตลาดภายในประเทศเป็นหลัก การได้รับความคุ้มครองจากการตั้งกำแพงภาษีก็เป็นการเพียงพอแล้วที่จะทำให้กิจการนั้นดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น การดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนควบคู่ไปกับการตั้งกำแพงภาษีเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการ นำเข้า จึงเป็นการดำเนินนโยบายที่เกินความจำเป็น ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนการผลิตสูงสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้และทำให้ผู้บริโภคภายในประเทศต้องซื้อสินค้า อุตสาหกรรมในราคาแพง หรือได้รับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ
ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง จากการดำเนินบทบาทของรัฐไทยในการแทรกแซงภาคอุตสาหกรรม คือการที่รัฐขาดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมและนโยบายอุตสาหกรรม ดังนั้น รัฐไทยจึงมิได้มีบทบาทในการชี้นำทิศทางการผลิตแก่ภาคอุตสาหกรรมดังเช่นรัฐมุ่งพัฒนาในเอเชียตะวันออก ในขณะเดียวกัน กิจการอุตสาหกรรมก็มิอาจยกระดับเทคโนโลยีในการผลิตไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้ เพราะเหตุว่า การพัฒนาเทคโนโลยีมีความคืบหน้าน้อยทำให้ประสิทธิภาพการผลิตใน ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมมีอัตราการเพิ่มต่ำ (29) ค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาอยู่ในระดับต่ำ (30) และพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นการอาศัยการเพิ่มขึ้นของปัจจัยทุนและแรงงานเป็นหลัก (31)
นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยที่ผ่านมา มิได้ดูดซับแรงงานออกภาคเกษตรกรรมมากเท่าที่ควรโดยประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม การจ้างงานในสาขาเกษตรกรรมลดลงจากร้อยละ 82.3 ในปี 2503 เหลือร้อยละ 42.8 ในปี 2543 แต่การจ้างงานในสาขาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.2 ในปี 2503 เป็นเพียงร้อยละ 19 ในปี 2543 (32)
หากกล่าวโดยเปรียบเทียบกับบทบาทของรัฐมุ่งพัฒนาอันได้แก่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวัน จะพบว่าบทบาทที่รัฐไทยได้กระทำในการแทรกแซงภาคเกษตรกรรมและภาค อุตสาหกรรมมีความแตกต่างจากบทบาทที่รัฐญี่ปุ่น เกาลีใต้ และไต้หวันได้กระทำในการพัฒนา อุตสาหกรรมซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ รัฐไทยไม่ประสบความสำเร็จในการชี้นำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมดังเช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน แต่ประเด็นที่สำคัญคือรัฐไทยในบริบทของการพัฒนาเศรษฐกิจมีบทบาทและโครงสร้างที่มีลักษณะเฉพาะตัวดังจะได้กล่าวถึงต่อไป… (อ่านตอนจบในตอนที่ 3 )
บทความโดย เกรียงชัย ปึงประวัติ นักศึกษาปริญญาเอก
บัณฑิตวิทยาลัยเอเชีย-แอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น
(19) เนื่องจากข้าราชการในกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมได้ลาออกก่อนครบกำหนดอายุเกษียณราชการ เพื่อไปทำงานเป็นผู้บริหารในบริษัทเอกชน หรือ ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเสรีประชาธิปไตยเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมือง
(20) ในปัจจุบันระบอบการเมืองของทั้งสองประเทศได้เปลี่ยนไปสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งแล้ว
(21) Chalmers Johnson , MITI and The Japanese Miracle : The Growth of Industrial Policy,1925 - 1975 , 318 - 319.
(22) Ibid. 309.
(23) แม้ว่าในบางกรณีรัฐไทยจะได้ดำเนินการช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยาง เช่น การพยุงราคาข้าว โครงการแทรกแซงตลาดยางพารา แต่พฤติกรรมเหล่านี้เป็นไปในทางวาทะถ้อยแถลง(Rhetoric)มากกว่าที่จะมีผลในทางปฏิบัติ โดยมาตรการทั้งหลายที่รัฐได้ดำเนินการเพื่อการนี้เป็นไปในทางที่ไร้ประสิทธิผลและก่อให้เกิดความสูญเปล่า ดังนั้นจึงมิอาจกล่าวได้ว่า บทบาทในการ”ช่วยเหลือ” ของรัฐได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาวนาและชาวสวนยางโดยส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
(24) เป็นมูลค่าตามราคาที่เป็นตัวเงินในแต่ละปี โดยที่ยังมิได้ปรับด้วยดัชนีราคา
(25) เป็นมูลค่าตามราคาที่เป็นตัวเงินในแต่ละปี โดยที่ยังมิได้ปรับด้วยดัชนีราคา
(26) เนื่องจากราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศสูงกว่าราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลก
(27) เพื่อการนี้โรงงานน้ำตาลได้ใช้วิธีการที่ต่างกันไป เช่น การวัดค่าความหวานของอ้อยให้ต่ำกว่าความเป็นจริง การหักค่าอ้อยสกปรก อ้อยยอดยาว อ้อยไฟไหม้ มากกว่าความเป็นจริง เป็นต้น
(28) เป็นมูลค่าตามราคาที่เป็นตัวเงินในแต่ละปี โดยที่ยังมิได้ปรับด้วยดัชนีราคา
(29) ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม และ พีระ เจริญพร. “การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของไทยในรอบห้าทศวรรษ,” ใน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. การสัมมนาทางวิชาการประจำปี2545เรื่อง ห้าทศวรรษภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย,(กรุงเทพมหานคร : คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545,) น. 7-58.
(30) เรื่องเดียวกัน. น. 7-50. อนึ่งค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของไทยในปี 2539 มีมูลค่าเพียง5,528 ล้านบาท คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.18 ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศ พัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 2 - 3 นอกจากนี้ในจำนวนเงินดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนเพียงร้อยละ 12
(31) เรื่องเดียวกัน. น. 7-58 - 7-59.
(32) ปราณี ทินกร, “ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในช่วงสี่ทศวรรษของการพัฒนาประเทศ: 2540 - 2544 ,” น. 4-16.
คำทำนายจากนางสงกรานต์
เมษายน 18, 2009
เปิดการสนทนากับท่านผู้อ่านด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของเทศกาลวันสงกรานต์ สำหรับเทศกาลวันสงกรานต์ในปีนี้ ถึงแม้ว่าแนวโน้มในปีนี้ เราคนไทยจะได้รับความสนุกสนานไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจบ้าง จากผู้ชุมนุมเสื้อสองสีบ้างก็ตาม แต่ชาวไทยทุกคนทราบดีว่าประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยนั้นควรจะอนุรักษ์ และสืบสานให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน สิ่งใดปัญหาใดที่กำลังเกิดขึ้น ก็ควรจะหยุดพักไว้ก่อนเพื่อใช้ช่วงเวลานั้นปฏิบัติตนเป็นคนไทยหัวใจพุทธให้สมบูรณ์ที่สุด
ในโบราณกาลมา คนไทยมีวิถีการดำเนินชีวิตที่มีแนวคิดในการนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ สังเกตจากการประกอบพิธีกรรมต่างๆ จะมีการนำเรื่องดวงชะตาการเสี่ยงทายมาประกอบด้วยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันฉัตรมงคล วันมหาสงกรานต์ เป็นต้น ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และใช้เป็นเข็มทิศในการที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต วันนี้ผู้เขียนจึงนำเรื่องบางเรื่องของประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับวันสงกรานต์มาฝากกันค่ะ
เพราะท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนฉ่า ในช่วงวันสงกรานต์ในปีนี้ นางสงกรานต์ปีนี้ชื่อ โคราคะเทวี ขี่เสือ ถือพระขรรค์ กินน้ำมันเป็นอาหาร อนาคตของชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ดูจากนางสงกรานต์ในปีนี้ แต่ผู้เขียนขอออกตัวไว้ก่อนค่ะ ว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล คำทำนายจะถูกหรือผิดไม่สามารถรับประกันได้ แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้เก็บตกมาจากเรื่อง นางสงกรานต์ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งกล่าวไว้ว่า
วันมหาสงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 13 เมษายน นางสงกรานต์ 7 นาง ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาแต่ละปีจึงตรงกับ “นางโคราคะ” เข้ากับปีวัวปีนี้ได้เป็นอย่างดี นางสงกรานต์คนนี้ชอบทัดดอกปีบประดับประดาด้วยมุกดา ชอบน้ำมันเป็นอาหาร มือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือไม้เท้า มีเสือเป็นพาหนะ นอนหลับตามาบนหลังเสือ
อิริยาบถของนางสงกรานต์ที่ นอนหลับตามาบนพาหนะ แสดงว่า ปีนี้พระอาทิตย์จะเคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษในช่วงเที่ยงคืนไปจนถึงรุ่งเช้า
อาจารย์ สมบัติ พลายน้อย ได้เขียนถึงความเชื่อเกี่ยวกับอิริยาบถของนางสงกรานต์ ในหนังสือตรุษสงกรานต์ว่า
ถ้านางสงกรานต์ “ยืนมา” จะเกิดการเดือดร้อนเจ็บไข้ ถ้านางสงกรานต์ “นั่งมา” จะเกิดความเจ็บไข้ ผู้คนล้มตายและเกิดเหตุเภทภัยต่างๆ ถ้านางสงกรานต์ “นอนลืมตามา” ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข และถ้านางสงกรานต์ “นอนหลับตามา” พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรือง
นอกจากนี้ยังมีคำทำนาย วันมหาสงกรานต์ วันเนา และ วันเถลิงศก ว่า ถ้า “วันอาทิตย์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ปีนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารจะไม่สู้งอกงามนัก ถ้าวันอาทิตย์เป็น “วันเนา” ข้าวจะตายฝอย คนต่างด้าวจะเข้าเมืองมาก ท้าวพระยาจะร้อนใจ ถ้าวันอาทิตย์เป็น “วันเถลิงศก” พระมหากษัตริย์จะมีพระบรมเดชานุภาพ ปราบศัตรูได้ทั่วทุกทิศ
ถ้า “วันจันทร์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตลอดจนคุณหญิงคุณนายจะเรืองอำนาจ ถ้าวันจันทร์เป็น “วันเนา” มักเกิดความเจ็บไข้ต่างๆ เกลือจะแพง นางพญาจะร้อนใจ ถ้าวันจันทร์เป็น
“วันเถลิงศก” พระราชินีและท้าวนางฝ่ายในจะมีความสุขสำราญถ้า “วันอังคาร” เป็น “วันมหาสงกรานต์” โจรผู้ร้ายจะชุกชุม เกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง ถ้าวันอังคารเป็น “วันเนา” ผลหมากรากไม้จะแพง ถ้าวันอังคารเป็น “วันเถลิงศก” ข้าราชการทุกหมู่เหล่าจะมีความสุข มีชัยชนะแก่ศัตรูหมู่พาล
ถ้า “วันพุธ” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะได้รับการยกย่องจากต่างประเทศ ถ้าวันพุธเป็น “วันเนา” ข้าวปลาอาหารจะแพง แม่ม่ายจะพลัดที่อยู่ ถ้าวันพุธเป็น “วันเถลิงศก” บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมีความสุขสำราญ
ถ้า “วันพฤหัสบดี” เป็น “วันมหาสงกรานต์” ผู้น้อยจะแพ้ผู้ใหญ่ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น “วันเนา” ผลไม้จะแพงราชตระกูลจะมีความร้อนใจ ถ้าวันพฤหัสบดีเป็น “วันเถลิงศก” สมณชีพราหมณ์จะปฏิบัติ
กรณียกิจอันดีงามถ้า “วันศุกร์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” พืชพันธุ์ธัญญาหารจะสมบูรณ์ ฝนชุก พายุพัดแรง ผู้คนจะเป็นโรคตาและเจ็บไข้กันมาก ถ้าวันศุกร์เป็น “วันเนา” พริกจะแพง แร้งกาจะเป็นโรค สัตว์ป่าจะเป็นอันตราย แม่ม่ายจะมีลาภ ถ้าวันศุกร์เป็น “วันเถลิงศก” พ่อค้าคณบดีจะทำมาค้าขึ้นมีกำไรมาก
ถ้า “วันเสาร์” เป็น “วันมหาสงกรานต์” โจรผู้ร้ายจะชุกชุม จะเกิดการเจ็บไข้ร้ายแรง ถ้าวันเสาร์เป็น “วันเนา” ข้าวปลาจะแพง ข้าวจะได้น้อย ผลไม้จะแพง น้ำน้อย จะเกิดเพลิงกลางเมือง ขุนนางต้องโทษ ถ้าวันเสาร์เป็น “วันเถลิงศก” บรรดาทหารทั้งปวงจะมีชัยชนะข้าศึกศัตรู
ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา ในปีนี้ วันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันจันทร์ วันเนา ตรงกับวันอังคาร และวันเถลิงศก ตรงกับวันพุธ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ลองไปเทียบคำทำนายกันดูนะค่ะ
หากท่านผู้อ่านท่านใดหยุดหลายวันแล้วไม่มีโปรแกรมจะไปไหน ก็ขอเชิญเที่ยวแวะชมสังคมออนไลน์ กับ www.topscholar.org เพราะนอกจากจะได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แล้ว ก็สามารถประเทืองความรู้แก้ท่านผู้อ่านด้วยนะค่ะ ยิ่งตอนนี้หน้าเว็บไซท์ของเราได้มีรายการหนังสือใหม่ๆ ที่ตีพิมพ์จาก บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าเก่าของเรานี่ล่ะค่ะ หากท่านผู้อ่านสนใจและอยากทราบว่าผลงานวิชาการที่ออกมาใหม่จะมีรูปแบบสวยงามและเรื่องราวน่าสนใจเพียงใดก็คลิกดูได้จากเว็บไซท์นะค่ะ ซึ่งผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลหนังสือเหล่านั้นเพิ่มเติม ทางเรายินดีรับใช้ โดยส่งข้อมูลบรรณานุกรม อาทิ ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ ของหนังสือเหล่านั้นมาได้ที่ e-mail: editor@topscholar.org นะค่ะ แล้วทางเรายินดีที่จะดำเนินการหาคำตอบให้ค่ะ สำหรับวันต้องขอลาไปก่อนค่ะ…สวัสดีค่ะ
TopScholar’s Web Editor
* ภาพจาก: www.jitdrathanee.com/paun
They Called Her Tokyo Rose, 2nd Edition
เมษายน 8, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ระบบบริหารจัดการองค์ความรู้จากเอกสารสิทธิบัตรซึ่งหมดอายุการคุ้มครองเพื่อนำไปประยุกต์ใช้อุตสาหกรรม: เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนความร้อน
เมษายน 8, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การพัฒนา
เมษายน 8, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วารสารเศรษฐศาสตร์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 2
เมษายน 4, 2009
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ปลดแรงงานล็อตใหญ่
เมษายน 4, 2009
ขอเปิดการทักทายท่านผู้อ่าน Editor Talk ด้วยเดือนแห่งความสุขของคนไทย กับเทศกาลสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่ไทย เป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนจะได้มีโอกาสกลับมารวมญาติพร้อมหน้าพร้อมตา และสามารถทำกิจกรรมดีๆ ที่เสริมสร้างความรักความอบอุ่นกันภายในครอบครัวให้มีมากขึ้น ไม่ว่าจะชวนกันไปทำบุญตักบาตร เที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด ทำอาหารกินกันภายในครอบครัว หรือแม้แต่รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความกตัญญูที่เรามีต่อบุพการี ปู่ย่า ตายาย ตามที่แต่ละครอบครัวจะทำกัน
แต่ด้วยพิษเศรษฐกิจที่รุมเร้าคนไทยอยู่ในขณะนี้ จะทำอะไรก็ต้องทำแต่พอดี ไม่ควรหลงระเริงอยู่กับช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจนเกินไป เพราะความไม่แน่นอนมักเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ใครจะรู้ว่าเมื่อช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังจะผ่านไป เรื่องทุกข์ร้อนใจอาจกำลังจ่อคิวรอเราอยู่ก็ได้ ดังเช่นข่าวสารที่จะนำเสนอในสัปดาห์นี้กันค่ะ เพราะตอนนี้ธุรกิจบ้านเราทรุดตัวขาดสภาพคล่องอาจอยู่ได้แค่ 8 เดือน แล้วจำต้องทยอยปลดคนงานล็อตใหญ่ออก
ล่าสุดผลสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสภาพคล่องและสถานภาพธุรกิจไทย โดยสำรวจจากภาคธุรกิจ ภาคเกษตร การค้า บริการ และการผลิต ระหว่างวันที่ 26-31 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 74.9% ระบุว่าขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ ส่วนอีก 25.1% ไม่ขาดสภาพคล่อง โดยมีสาเหตุมาจากยอดคำสั่งซื้อลดลงมากที่สุดถึง 92.9% รองลงมา มีปัญหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน 5% แหล่งเงินกู้ไม่ปล่อยสินเชื่อ 1.5% และลูกค้าไม่จ่ายค่าสินค้า 0.6% สำหรับวิธีแก้ปัญหา ส่วนใหญ่ใช้กำไรสะสม รองลงมาคือ ขอสินเชื่อจากธนาคารอื่นๆ เจรจาขอผ่อนผันชำระหนี้ หรือ ชำระหนี้เท่าที่มีอยู่ หยุดชำระหนี้ หรือเลิกกิจการ ภาคธุรกิจ ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง โดยเฉลี่ยมีความสามารถประคับประคองธุรกิจได้เพียง 8.6 เดือนเท่านั้น โดยธุรกิจที่ขาดสภาพคล่องถึง 100% ได้แก่ อาหาร สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า โรงแรม และภัตตาคาร สุขภาพ (สปา นวด) ค้าส่ง และค้าปลีก
ภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณถดถอยต่อเนื่อง และปีนี้จะขยายตัวติดลบ 2% ถึงลบ 1% สอดคล้องกับคาดการณ์ของศูนย์ฯ ที่คาดขยายตัวติดลบ 2.8% ส่วนปี 53 จะดีขึ้น โดยภาคธุรกิจคาดขยายตัว ที่ 3-4% เช่นเดียวกับที่ศูนย์ฯ คาดขยายตัว 3-5% แต่ รัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย การจ้างงาน และเร่งรัดให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาลปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น “หากในระหว่างนี้เศรษฐกิจไม่ฟื้น ประกอบกับธนาคารยังไม่ปล่อยสินเชื่อ ภาคธุรกิจซึ่งลดต้นทุนด้านต่างๆ อยู่แล้ว ก็จะเริ่มปลดพนักงานมากขึ้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะเริ่มช้าออกไป และการส่งออก ทั้งปีคาดติดลบ 15%”
สำหรับผู้ประกอบการมีความสามารถผ่อนชำระหนี้ลดลง และเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพราะมีรายได้และกำไรจากการขายสินค้าลดลง ลูกค้าขอยืดเวลาการชำระค่าสินค้านานถึง 30-90 วัน และไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ จึงต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา เช่น ออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 6 เดือน ผ่อนปรนเกณฑ์ขอกู้ หรือประสานธนาคารยอมให้ผู้ส่งออกเอา L/C จากลูกค้าที่ขอยืดเวลาชำระเงินค่าสินค้ามาขึ้นเงินสดได้ทันที เพราะหากไม่สามารถแก้ปัญหาสภาพคล่องได้ ก็จะทยอยปลดคนงาน เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเพราะเศรษฐกิจโลกที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงได้ส่งผลกระทบการส่งออกไทยลดลงไปแล้ว 25% ภาคการผลิตลดลง 30% ซึ่งเอกชนได้พยายามร่วมมือ และดิ้นรนกันอย่างเต็มที่ให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย และรัฐบาลก็ดำเนินนโยบายให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น “ตอนนี้ทุกคนร่วมมือกันอย่างเต็มที่ แต่ในไทย กลับมีการใช้คำพูดที่รุนแรง ยั่วยุให้เกิดความแตกแยก เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม กระทบความเชื่อมั่นด้านการลงทุน สิ่งที่ทุกภาคส่วนได้พยายามทุ่มเทลงมือลงแรงในการแก้ปัญหาก็จะเสียเปล่า ผลกระทบในด้านลบก็จะตกอยู่กับผู้ประกอบการไทย แรงงานไทย คนไทยทุกคน รวมไปถึงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศทั้งหมด”
นายดุสิตกล่าวว่า บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองรอบคอบ ต้องมองประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง และขอให้ระลึกว่า ทุกประเทศทั่วโลกกำลังจับตาดูไทยอย่างใกล้ชิด น่าละอายที่ทุกชาติเขาร่วมใจกันแก้ปัญหา แต่ไทยกลับสร้างปัญหาเพิ่ม “รัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะบริหารประเทศเป็นอย่างดี มีมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่อเนื่อง และพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนไทย คนไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งถือว่าทำงานอย่างหนัก และสอบผ่านการทำงาน ผมให้คะแนนนายกรัฐมนตรีเต็ม หากมีคะแนนเต็ม 10 ก็ให้ 10 หากเต็ม 100 ก็ให้ 100”
ด้านนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในขณะนี้ธนาคารกรุงเทพยังไม่ปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลงแต่อย่างใด โดยยังคงมองอยู่ที่ 0-ติดลบ 2% ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ในซีกของภาคธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวกันมากขึ้น และการขับเคลื่อนจะมาจากปัจจัยภายในประเทศมากกว่าปัจจัยจากต่างประเทศ แต่ปัจจัยภายในประเทศที่จะเป็นแรงช่วยผลักดันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นง่าย ส่วนปัญหาในภาคการเมือง ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันเศรษฐกิจ แต่จะทำให้แย่มากแค่ไหนก็ต้องดูความขัดแย้งว่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน (ไทยรัฐ, ฉบับวันที่ 3 เมษายน 2552)
ฟังเรื่องเครียดๆ มาเยอะแล้ว มาพักสมองด้วยเรื่องดีๆ ที่เว็บไซท์ TopScholar.org ของเราได้จัดเตรียมไว้สำหรับท่านผู้อ่านกันบ้างดีกว่าค่ะ เพราะตอนนี้ทางทีมงานเขาได้นำผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์กับทาง บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด มาเผยแพร่กัน ผู้เขียนขอนำตัวอย่างความน่าสนใจของผลงานดังกล่าวมาเล่าให้ฟังกันนะค่ะ อาทิ เรื่อง “อิหร่าน ใครว่าไม่น่าไป” โดย ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร, เป็นเรื่องราวที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดประสบการณ์การเดินในประเทศอิหร่าน ซึ่งระหว่างการเดินทางได้เก็บเกี่ยวข้อมูลทั้งวิถีการดำเนินชีวิต สถานที่สำคัญๆ และวัฒนธรรมประเพณีของประเทศนี้ อีกทั้งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ท่านก็ได้นำมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มอรรถรสในการอ่านสารคดีท่องเที่ยวให้สนุกยิ่งขึ้น, เรื่อง “Advanced Geomorphology” โดย ผศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์, เรื่อง “เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม” โดย ผศ.ดร.สมพจน์ กรรณนุช ฯลฯ ซึ่งผลงานเหล่านั้นล้วนแล้วแต่สวยงามและมีคุณภาพ ท่านผู้อ่านสามารถคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้าเว็บไซท์ค่ะ นอกจากนี้คอลัมน์อื่นๆ ก็อัดแน่นด้วยสาระความรู้ไม่แพ้กัน เช่น คอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน คอลัมน์สนทนาประสาวิชาการ เป็นต้น หากท่านผู้อ่านสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็อย่าลืมติดตามกันได้ที่เว็บไซท์ของเรานะค่ะ ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ท่านผู้อ่านที่มีข้อแนะนำดีๆ ให้กับเว็บไซท์ของเราก็ส่งข้อความเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org นะค่ะ….สวัสดีค่ะ
TopScholar’s Web Editor
















