ไม้ตาย… เฟด… ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ
ธันวาคม 23, 2008
เปิดรับสัปดาห์ใหม่ๆ กับข่าวสารความรู้ที่ Editor Talk นำมาฝากกันอีกครั้งนะค่ะ และสำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยก็ได้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ไปเรียบร้อยแล้วคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งผลต่อจากนี้ก็คือ หน้าที่ที่คณะรัฐบาลชุดใหม่จะต้องร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นให้ผ่านไปได้เร็วที่สุด เพราะดูท่าแล้ว ปัญหาแต่ละด้านล้วนแล้วแต่เป็นศึกหนักของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการว่างงาน การท่องเที่ยว ธุรกิจส่งออก ซึ่งเป็นเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ทุกประการ
อย่างไรก็ตามไม่ว่านายกฯ จะเป็นใครแต่สิ่งสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องการและรอคอยก็คือ การที่จะเห็นประเทศไทยฝ่าวิกฤตปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างดีที่สุด…. เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ค่ะ?
มาว่ากันเรื่องของข่าวสารในสัปดาห์นี้กันดีกว่าค่ะ เพราะสัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่ายินดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกมาฝากกัน ซึ่งเป็นเรื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 0-0.25% และดอกเบี้ยมาตรฐานเหลือเพียง 0.50% ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นสุดการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจที่ถดถอยของสหรัฐฯ เนื่องจากเฟดได้ทยอยปรับดอกเบี้ยลงจนสุดทางแล้ว
เนื่องจากในการประชุมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา เฟดลดดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ลงสู่ระดับต่ำสุด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2497 หรือในรอบ 50 ปี และยังเป็นการปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งเดียวถึง 0.75-1% จากเดิมที่อยู่ระดับ 1% และลดดอกเบี้ยมาตรฐาน (discount rate) ลง 0.75% เหลือ 0.5% จากเดิมอยู่ที่ 1.25%
การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 10 ในวัฏจักรขาลงของอัตราดอกเบี้ยที่เฟดดำเนินต่อเนื่องมาตลอด 15 เดือน โดยเฟดระบุว่าจะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนอีกครั้ง รวมทั้งจะพยุงเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอยที่ดำเนินมานานนับปี โดยจุดสนใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดในอนาคต จะมุ่งไปที่การสนับสนุนการทำงานของตลาดการเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์ของรัฐบาล
นอกจากการลดดอกเบี้ย เฟดยังอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ ซึ่งส่งผลให้งบดุลของเฟดขยายขนาดขึ้นสู่ 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 887,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนก่อน ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยของเฟดช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ทะยานขึ้นครั้งใหญ่ โดยดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดตลาดพุ่งขึ้น 359 จุด หรือ 4.2% และยังช่วยปลุกตลาดหุ้นในเอเชียให้ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
เฟดดำเนินขั้นตอนที่สร้างสรรค์และไม่ธรรมดาอย่างมาก ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดเท่าที่เฟดจะทำได้ สำหรับผู้บริโภคสหรัฐฯ และสำหรับตลาดเงิน เพราะที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ ไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยลงได้ แม้จะพยายามประกาศใช้แผนริเริ่มใหม่ๆ หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งเข็นมาตรการกู้วิกฤติออกมาอย่างหนัก หลังจากเลห์แมน บราเธอร์ล้มละลายในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้วิกฤตการเงินทวีความรุนแรงมากขึ้น
การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดยังคงทำให้ธนาคารกลางในประเทศเอเชียแห่ปรับลดดอกเบี้ยลงตาม
เริ่มจากธนาคารกลางฮ่องกง หรือ HKMA ก็ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลง 1% เหลือ 0.50% เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจจะมีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในช่วงระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้ โดยคาดว่าบีโอเจจะประกาศลดดอกเบี้ยในที่สุด เช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ ในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายที่กล้าหาญเพียงใด ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ก็มีแนวโน้มว่าทางการจำเป็นจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินอีกกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงสามารถยับยั้งเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะเงินฝืด
ในส่วนของประเทศไทย จากการที่เฟดดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลงนั้น ก็ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วยเช่นกัน คือทำให้มีอัตราดอกเบี้ยห่างจากประเทศไทยมาก โดยปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.75% ดังนั้นเชื่อว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25-0.50% เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยของประเทศอื่นๆ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยหาก กนง. ลดดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์ก็จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วย
มาดูในด้านของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และแบงก์ชาติของไทย เมื่อเฟดดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลง ภาคเอกชนจำนวนมากได้หันมาร้องขอให้แบงก์ชาติพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 2.75% เหลือ 1.75% สำหรับในการประชุมครั้งหน้า (14 มกราคม 2552) ที่จะถึงนี้
การร้องขอจากภาคเอกชนข้างต้น เป็นส่วนที่แบงก์ชาติจะทำตามหรือไม่นั้น เป็นการตัดสินใจที่ยากมากอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีเหตุผล 2 ประการที่น่าจะนำมาเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาคือ
ส่วนที่ 1 ในขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายของรัฐบาล การฟื้นฟูการท่องเที่ยว และการส่งเสริมการส่งออกยังทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากประเทศเรายังไม่มีรัฐบาลที่ทำงานได้จริงอย่างเป็นทางการ การใช้นโยบายการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ไหลลงลึกก็มีเหตุผล แต่การจะลดซ้ำอีก 1% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 อาจจะมากเกินไปจนทำให้ตลาดตื่นตระหนก
ส่วนที่ 2 เรื่องมาตรการทวงหนี้ของสถาบันการเงินที่ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงินของแบงก์ชาตินำออกมาใช้เมื่อประมาณต้นปี 2551 ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการทวงหนี้โหด แต่จากการเก็บข้อมูลผู้บริโภคตั้งแต่ ธันวาคม 2550 –พฤศจิกายน 2551 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพบว่าผู้บริโภคที่ร้องเรียนเข้ามาทั้งสิ้น 3,435 ราย หมวดหนี้สินมีผู้ร้องเรียนมากที่สุดถึง 2,300 ราย หรือ 56.95% จากการติดตามทวงถามหนี้อย่างไม่เป็นธรรมดาจากสถาบันทางการเงินและไม่ใช่สถาบันทางการเงินทั้งหนี้บัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคลและหนี้นอกระบบ โดยระบุด้วยว่าเป็นเพราะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูอย่างเข้มงวด เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่แบงก์ชาติต้องตัดสินใจให้เร็วว่าจะทำอย่างไร เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างแรงขยายตัวเข้าใกล้ 0% อย่างปีหน้าหน้าอัตราการผิดนัดชำระหนี้และหนี้เสียจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน หากไม่ดูแลให้ดีคนบาดเจ็บล้มตายเพราะถูกทวงหนี้คงมีมากขึ้น
สุดท้ายผู้เขียนคิดว่า ข้อสรุปของปัญหาจะออกมาอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยนั่นคือ ทางออกของปัญหาควรจะเป็นส่วนที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับและอยู่รอดได้ต่อไป คงไม่ดีแน่หากจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนลืมภาพของส่วนรวมไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจไทยก็ไปไม่รอดเช่นกัน ถ้าจะก้าวก็ควรก้าวไปพร้อมๆ กัน จริงหรือไม่ค่ะ?
…ค่ะ และเรื่องราวดีๆ ไม่ได้จบอยู่ที่ editor talk เพียงอย่างเดียว แต่เว็บไซท์ของเราได้นำความรู้ทางวิชาการมาฝากกันอย่างเต็มพิกัดกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิกับคอลัมน์ Academic Interview หรือร่วมสนุกกับผลโหวตใน TopScholar Poll หรือแม้แต่ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ ซึ่งจะแนะนำผลงานทางวิชาการของอาจารย์ท่านต่างๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด หากท่านผู้อ่านสนใจก็สามารถเข้าไปเปิดดูได้ และหากท่านมีข้อเสนอแนะดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับทางเว็บไซท์ของเราก็ยินดีส่งข้อมูลเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org ได้เลยนะค่ะ สำหรับวันนี้ ผู้เขียนต้องลาท่านผู้อ่านไปทำหน้าที่หาข่าวเด็ดมาฝากท่านผู้อ่านกันในรอบหน้าก่อน สำหรับวันนี้…สวัสดีค่ะ
TopScholar’s Web Editor
Comments
แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น













