ไม้ตาย… เฟด… ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ
ธันวาคม 23, 2008
เปิดรับสัปดาห์ใหม่ๆ กับข่าวสารความรู้ที่ Editor Talk นำมาฝากกันอีกครั้งนะค่ะ และสำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยก็ได้ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ไปเรียบร้อยแล้วคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งผลต่อจากนี้ก็คือ หน้าที่ที่คณะรัฐบาลชุดใหม่จะต้องร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นให้ผ่านไปได้เร็วที่สุด เพราะดูท่าแล้ว ปัญหาแต่ละด้านล้วนแล้วแต่เป็นศึกหนักของเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการว่างงาน การท่องเที่ยว ธุรกิจส่งออก ซึ่งเป็นเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ทุกประการ
อย่างไรก็ตามไม่ว่านายกฯ จะเป็นใครแต่สิ่งสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องการและรอคอยก็คือ การที่จะเห็นประเทศไทยฝ่าวิกฤตปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างดีที่สุด…. เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ค่ะ?
มาว่ากันเรื่องของข่าวสารในสัปดาห์นี้กันดีกว่าค่ะ เพราะสัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่ายินดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกมาฝากกัน ซึ่งเป็นเรื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 0-0.25% และดอกเบี้ยมาตรฐานเหลือเพียง 0.50% ซึ่งถือว่าเป็นการสิ้นสุดการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจที่ถดถอยของสหรัฐฯ เนื่องจากเฟดได้ทยอยปรับดอกเบี้ยลงจนสุดทางแล้ว
เนื่องจากในการประชุมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา เฟดลดดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ลงสู่ระดับต่ำสุด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2497 หรือในรอบ 50 ปี และยังเป็นการปรับลดดอกเบี้ยลงในครั้งเดียวถึง 0.75-1% จากเดิมที่อยู่ระดับ 1% และลดดอกเบี้ยมาตรฐาน (discount rate) ลง 0.75% เหลือ 0.5% จากเดิมอยู่ที่ 1.25%
การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 10 ในวัฏจักรขาลงของอัตราดอกเบี้ยที่เฟดดำเนินต่อเนื่องมาตลอด 15 เดือน โดยเฟดระบุว่าจะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนอีกครั้ง รวมทั้งจะพยุงเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอยที่ดำเนินมานานนับปี โดยจุดสนใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดในอนาคต จะมุ่งไปที่การสนับสนุนการทำงานของตลาดการเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์ของรัฐบาล
นอกจากการลดดอกเบี้ย เฟดยังอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ตลาดสินเชื่อ ซึ่งส่งผลให้งบดุลของเฟดขยายขนาดขึ้นสู่ 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จาก 887,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนก่อน ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยของเฟดช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ทะยานขึ้นครั้งใหญ่ โดยดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดตลาดพุ่งขึ้น 359 จุด หรือ 4.2% และยังช่วยปลุกตลาดหุ้นในเอเชียให้ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย
เฟดดำเนินขั้นตอนที่สร้างสรรค์และไม่ธรรมดาอย่างมาก ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดเท่าที่เฟดจะทำได้ สำหรับผู้บริโภคสหรัฐฯ และสำหรับตลาดเงิน เพราะที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ ไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยลงได้ แม้จะพยายามประกาศใช้แผนริเริ่มใหม่ๆ หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งเข็นมาตรการกู้วิกฤติออกมาอย่างหนัก หลังจากเลห์แมน บราเธอร์ล้มละลายในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้วิกฤตการเงินทวีความรุนแรงมากขึ้น
การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดยังคงทำให้ธนาคารกลางในประเทศเอเชียแห่ปรับลดดอกเบี้ยลงตาม
เริ่มจากธนาคารกลางฮ่องกง หรือ HKMA ก็ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานลง 1% เหลือ 0.50% เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจจะมีการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในช่วงระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้ โดยคาดว่าบีโอเจจะประกาศลดดอกเบี้ยในที่สุด เช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ ในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายที่กล้าหาญเพียงใด ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ก็มีแนวโน้มว่าทางการจำเป็นจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินอีกกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงสามารถยับยั้งเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งลงอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะเงินฝืด
ในส่วนของประเทศไทย จากการที่เฟดดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลงนั้น ก็ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วยเช่นกัน คือทำให้มีอัตราดอกเบี้ยห่างจากประเทศไทยมาก โดยปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.75% ดังนั้นเชื่อว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25-0.50% เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยของประเทศอื่นๆ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยหาก กนง. ลดดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์ก็จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วย
มาดูในด้านของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และแบงก์ชาติของไทย เมื่อเฟดดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลง ภาคเอกชนจำนวนมากได้หันมาร้องขอให้แบงก์ชาติพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 2.75% เหลือ 1.75% สำหรับในการประชุมครั้งหน้า (14 มกราคม 2552) ที่จะถึงนี้
การร้องขอจากภาคเอกชนข้างต้น เป็นส่วนที่แบงก์ชาติจะทำตามหรือไม่นั้น เป็นการตัดสินใจที่ยากมากอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีเหตุผล 2 ประการที่น่าจะนำมาเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาคือ
ส่วนที่ 1 ในขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายของรัฐบาล การฟื้นฟูการท่องเที่ยว และการส่งเสริมการส่งออกยังทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากประเทศเรายังไม่มีรัฐบาลที่ทำงานได้จริงอย่างเป็นทางการ การใช้นโยบายการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ไหลลงลึกก็มีเหตุผล แต่การจะลดซ้ำอีก 1% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 อาจจะมากเกินไปจนทำให้ตลาดตื่นตระหนก
ส่วนที่ 2 เรื่องมาตรการทวงหนี้ของสถาบันการเงินที่ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงินของแบงก์ชาตินำออกมาใช้เมื่อประมาณต้นปี 2551 ที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการทวงหนี้โหด แต่จากการเก็บข้อมูลผู้บริโภคตั้งแต่ ธันวาคม 2550 –พฤศจิกายน 2551 ของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคพบว่าผู้บริโภคที่ร้องเรียนเข้ามาทั้งสิ้น 3,435 ราย หมวดหนี้สินมีผู้ร้องเรียนมากที่สุดถึง 2,300 ราย หรือ 56.95% จากการติดตามทวงถามหนี้อย่างไม่เป็นธรรมดาจากสถาบันทางการเงินและไม่ใช่สถาบันทางการเงินทั้งหนี้บัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคลและหนี้นอกระบบ โดยระบุด้วยว่าเป็นเพราะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูอย่างเข้มงวด เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่แบงก์ชาติต้องตัดสินใจให้เร็วว่าจะทำอย่างไร เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างแรงขยายตัวเข้าใกล้ 0% อย่างปีหน้าหน้าอัตราการผิดนัดชำระหนี้และหนี้เสียจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน หากไม่ดูแลให้ดีคนบาดเจ็บล้มตายเพราะถูกทวงหนี้คงมีมากขึ้น
สุดท้ายผู้เขียนคิดว่า ข้อสรุปของปัญหาจะออกมาอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยนั่นคือ ทางออกของปัญหาควรจะเป็นส่วนที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับและอยู่รอดได้ต่อไป คงไม่ดีแน่หากจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนลืมภาพของส่วนรวมไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจไทยก็ไปไม่รอดเช่นกัน ถ้าจะก้าวก็ควรก้าวไปพร้อมๆ กัน จริงหรือไม่ค่ะ?
…ค่ะ และเรื่องราวดีๆ ไม่ได้จบอยู่ที่ editor talk เพียงอย่างเดียว แต่เว็บไซท์ของเราได้นำความรู้ทางวิชาการมาฝากกันอย่างเต็มพิกัดกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิกับคอลัมน์ Academic Interview หรือร่วมสนุกกับผลโหวตใน TopScholar Poll หรือแม้แต่ คอลัมน์ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ ซึ่งจะแนะนำผลงานทางวิชาการของอาจารย์ท่านต่างๆ ที่ตีพิมพ์กับ บริษัท มิสเตอร์ก๊อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด หากท่านผู้อ่านสนใจก็สามารถเข้าไปเปิดดูได้ และหากท่านมีข้อเสนอแนะดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับทางเว็บไซท์ของเราก็ยินดีส่งข้อมูลเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org ได้เลยนะค่ะ สำหรับวันนี้ ผู้เขียนต้องลาท่านผู้อ่านไปทำหน้าที่หาข่าวเด็ดมาฝากท่านผู้อ่านกันในรอบหน้าก่อน สำหรับวันนี้…สวัสดีค่ะ
TopScholar’s Web Editor
หลากมุมมอง… กับ… เศรษฐกิจไทยในปี 2552
ธันวาคม 18, 2008
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ผู้เขียนนั่งนับวันนับคืนที่จะได้มาพบกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง และในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าเป็นช่วงเดือนแห่งความสุขอีกเดือนหนึ่ง ถึงแม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองหลายๆ เรื่อง อาจจะไม่น่าชวนให้มีความสุขก็ตาม แต่ถ้าเรายิ่งทำตัวให้ทุกข์ไปกับปัญหานั้นๆ แล้วชีวิตเราจะมีพื้นที่แห่งความสุขได้อย่างไร?
ลองตัดทุกข์เพื่อเพิ่มสุขก็คงไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะค่ะ ที่ผู้เขียนกล่าวว่าเดือนนี้เป็นช่วงเดือนแห่งความสุขก็เพราะว่า นอกจากจะเป็นเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ยังคงเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ใครหลายๆ คน จะได้มีโอกาสตระเตรียมของขวัญ ส.ค.ส. สำหรับอวยพรในช่วงปีใหม่นี้ หรือแม้กระทั่งการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวสำหรับวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่ แต่ไม่ว่าจะทำอะไร แบบไหน ก็ควรให้อยู่ในความพอดี และพอเพียง อย่าลืมกันนะว่าเวลานี้เศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในประเทศไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะล่าสุด ผู้เขียนได้รับข้อมูลมาเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปี 2552 ซึ่งดูแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ทำงานหนักแน่ๆ
ส่วนเรื่องรายละเอียดกับประเด็นเศรษฐกิจในปี 2552 มีหลายสำนักเศรษฐกิจทีเดียว ที่วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยไว้อย่างหลากหลายประเด็น ตัวอย่างเช่น
1. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2551 จากที่คาดไว้ 5.2-5.7% ลงมาที่ 4.5% เงินเฟ้อ 5.6% และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเล็กน้อย 0.4% ของจีดีพี ขณะที่ในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มชะลอลง คาดว่าจะขยายตัว 3-4% ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 4.4% และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า 192,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 7% นับเป็นการส่งออกที่ชะลอลงเร็ว และภาคบริการจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัว 5.2% จึงคาดว่าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 6,500 และ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ โดยการขาดดุลเดินสะพัด คิดเป็น 1.2% ของจีดีพี ส่วนอัตราว่างงานมีแนวโน้มอยู่ที่ 1.5-2.5% หรือไม่เกิน 900,000 คน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สรุปก่อนการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 25 พ.ย. 2551 เพียงวันเดียว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ความเสียหายของจีดีพีมากถึง 0.5-0.7% และมีผลต่อการปรับเปลี่ยนตัวเลขทั้งหมด โดยทางสำนักงานฯ จะนำเสนอตัวเลขครั้งใหม่ในเดือนมกราคม 2552 นี้
2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดได้ปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2551 จากเดิมคาดว่าขยายตัว 4.3-5% เหลือ 4.3-4.5% ในขณะที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2552 จากเดิมขยายตัว 3.8-5% ลง 1% เหลือ 2.8-4% หลังจากที่ ธปท. ประเมินผลกระทบจากความรุนแรงจากเหตุการณ์การเมือง และการปิดสนามบินทั้งสองแห่ง ทำให้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย โดยคาดว่าในปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปสูงถึง 3.5 ล้านคน และส่งผลให้เม็ดเงินสูญหายไปกว่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2551
โดยในเดือน มกราคม 2552 ธปท. จะปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้ ในการประมาณการเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา ธปท. ประมาณการบริโภคภาคเอกชน ปี 2552 ที่ 3.5-4.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 5-6% การส่งออกจะขยายตัวเพียง 7-10% การนำเข้าขยายตัว 8-11% ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 1,000-4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 7-8% การลงทุนภาครัฐ 4.5-5.5% และยอมรับว่าการใช้จ่ายภาครัฐมีโอกาสลดลงจากสถานการณ์ทางการเมือง
3. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2551 จะขยายตัวขึ้นกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 4.8% มาอยู่ที่ 5.1% แต่ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนในเดือน มิ.ย. 2551 ที่ 5.6% ต่อปี ส่วนในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวที่ 4-5% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายในประเทศที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ แต่การส่งออกในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวลดลงตามการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะขยายตัวเพียง 6.5-7.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงอยู่ที่ 3-4% ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ด้านการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3-4% และการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นมาอยู่ที่ 7-8% เนื่องจากการลงทุนที่ขยายตัวต่ำมากเป็นเวลาหลายปี นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ภายใต้กรอบนโยบายการคลังที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นที่ 2.5% ของจีดีพี ทั้งนี้ไม่ได้นับรวมการขาดดุลเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2552 จะช่วยสนับสนุนให้อุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัวขึ้นโดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐขยายตัว 7-8% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 8-9%
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังคงเกินดุล 1-2% ของจีดีพี แต่อย่างไรก็ตาม สศค. เตรียมทบทวนเพื่อปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2551 และ 2552 เนื่องจากขณะนี้มีทั้งปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงกรณีการปิดสนามบินที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจท่องเที่ยว
4. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2551 ที่ 4.5% และประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2552 ไว้ที่ 1.9% (ไม่รวมผลกระทบจากการปิดสนามบิน) ด้านการส่งออกปี 2552 ขยายตัวติดลบสูงถึง 12.1% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 5.2% ในปีนี้ และการนำเข้าสินค้าและบริการติดลบ 8% จากการขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% ในปีนี้ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 5.3% เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของปีนี้ 2.6% ด้านการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% จาก 4.9% ในปีนี้
และในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือการขยายตัวติดลบ แต่ถ้ารัฐบาลชุดใหม่สามารถเร่งรัดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ทำให้ประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐในปี 2552 ที่ 20.2% และการลงทุนภาครัฐ 30.5% ทำให้ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะจากการประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปีหน้า พบว่าติดลบ 0.6% ทั้งนี้ถ้ารวมผลกระทบจากการปิดสนามบิน เศรษฐกิจปี 2552 อาจจะขยายตัว 0.9%
5. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าผลกระทบจากการปิดสนามบิน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่า 150,000 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบต่อการส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40,000-70,000 ล้านบาท การบริโภคชะลอตัวลดลงเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท รวมถึงการลงทุน เสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจถึงประมาณ 250,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2551 จะขยายตัวเพียง 1-1.5% และเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวแค่ 4% และสำหรับปี 2552 ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากวิกฤตทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่เกิน 1% และจะมีคนตกงาน 900,000 – 1,000,000 คน
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า โดยภาพรวมนั้นเศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีแนวโน้มของการขยายตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็ควรที่จะเตรียมรับสถานการณ์ไว้ให้พร้อมเสมอ ไม่ควรประมาทกับการใช้ชีวิต ควรรู้จักกินรู้จักใช้ จ่ายเท่าที่จำเป็น มีการวางแผนก่อนเสมอ เพื่อการสูญเสียให้น้อยที่สุด เช่น การเดินทาง…ก่อนเดินทางก็ควรวางแผนเส้นทางเพื่อประหยัดน้ำมัน หรือแม้แต่การไปจ่ายตลาดก็ควรวางแผนว่าจะต้องซื้ออะไรบ้าง เพื่อไม่ให้ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นการควบคุมการใช้เงินได้ดีอีกวิธีหนึ่งค่ะ
สุดท้ายนี้ Editor Talk ก็ขอฝากเรื่องราวดีๆ แบบนี้ไปถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่ท่านรักและห่วงใยด้วยนะค่ะ เพราะหนึ่งคนก็เท่ากับหนึ่งกำลังช่วยประเทศ แต่ถ้าเราขยายออกไปเป็นคนที่สอง คนที่สาม รับรองค่ะว่าประเทศเราต้องฟื้นตัวได้เร็วขึ้นแน่นอน
ไหนๆ ผู้เขียนก็นำสาระความรู้มาฝากกันแล้ว ก็ขอเพิ่มเติมอะไรดีๆ ที่ยังคงมีอยู่ในเว็บไซท์ TopScholar.org ของเราบ้างนะค่ะ เพราะตอนนี้ทางทีมงานได้ update ผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่มานำเสนอให้แก่หนอนหนังสือได้ดูเป็นตัวอย่างกัน เช่น เรื่อง “มุมมองต่อรัฐธรรมนูญ 2550 หนังสือที่ระลึก 67 ปี รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร” โดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (บรรณาธิการ) ซึ่งถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญไว้อย่างน่าสนใจ
นอกจากนี้ก็ยังคงมีผลงานอื่นๆ อีกหลายเรื่องทีเดียว หรือถ้าท่านใดสนใจเรื่องบทความวิชาการตอนนี้ทางเว็บไซท์ของเราก็ได้นำบทความเรื่อง “วังวนของทหารในการเมืองไทย…” ซึ่งตอนนี้ก็ได้ดำเนินเรื่องมาถึงตอนจบแล้ว เป็นสาระความรู้ที่จะประเทืองปัญญาของท่านผู้อ่านได้มีมุมมองของทหารที่กว้างขวางและเข้าใจมากขึ้น และหากท่านใดสนใจหรือรักในงานเขียน เว็บไซท์ของเราพร้อมเปิดโอกาสเป็นเวทีทดสอบความสามารถของคุณ โดยคุณส่งบทความเหล่านั้นมาหาเราได้ที่ editor@topscholar.org เรารอท่านอยู่นะค่ะ…
TopScholar’s Web Editor
ชีววิทยาของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์
ธันวาคม 9, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
หลักสูตรโครงการสัมมนาการใช้มาตราฐานโทษทางวินัยสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ธันวาคม 9, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
บทสรุปสำหรับผู้บริหารการพัฒนามาตราฐานโทษทางวินัยสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ธันวาคม 9, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
การพัฒนามาตรฐานโทษทางวินัยสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ธันวาคม 9, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
Provincail Directory
ธันวาคม 8, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
มุมมองต่อรัฐธรรมนูญ 2550 หนังสือที่ระลึก 67 ปี รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร
ธันวาคม 8, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ของฝาก…หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม
ธันวาคม 8, 2008
ในขณะที่ผู้เขียนนั่งเขียนบทความเรื่องนี้อยู่ ผู้เขียนเขียนด้วยความรู้สึกเสียดาย เพราะเริ่มแรกเดิมที ตั้งใจว่าสัปดาห์นี้จะอัญเชิญพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาฝากท่านผู้อ่านกันเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต แต่ต้องกลับผิดหวัง เพราะในปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประชวรช่องพระศอ และหลอดพระศออักเสบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฎราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ รับการถวายพระพรชัยมงคลจากคณะบุคคลต่างๆ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม จึงเป็นอันว่างานนี้ผู้เขียนคงต้องเปลี่ยนแนวของเรื่องที่จะเขียนไปโดยปริยาย
แต่ก่อนที่จะนำเสนอรายละเอียดข่าวสารในสัปดาห์นี้ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 81 พรรษา ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงานเว็บไซท์ TopScholar.org ขอถวายพระราชทานพระบรมราชวโรกาส น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล เดชะพระสยามเทวาธิราช และพระบรมเดชานุภาพ โปรดอภิบาลประทานพร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงพระเกษมสำราญ พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน ปราศจากโรคาพาธอุปัทวันตราย หมู่ปัจจามิตรพ่ายพระบรมเดชานุภาพ ทรงสถิตเป็นร่มฉัตรปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรไทย เป็นหลักชัยอันมั่นคงของสยามประเทศ ตราบนิรันดร์กาลเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
สำหรับข่าวเด่นประเด็นเด็ดในสัปดาห์นี้ คงเป็นการเกาะติดสถานการณ์หลังการสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ซึ่งล่าสุดหน่วยงานและองค์กรที่ฝ่ายพันธมิตรบุกเข้ายึดพื้นที่นั้น ได้มีการสำรวจสภาพพื้นที่เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายแล้ว ในส่วนของทำเนียบรัฐบาลจากการบุกเข้ายึดพื้นที่ ภายหลังการสลายการชุมนุม สิ่งของ เครื่องใช้ และข้อมูลเอกสารต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ถูกทำลายเสียหายยับเยิน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการสำรวจมูลค่าความเสียหายเพื่อนำไปดำเนินการในขั้นต่อไป ทั้งนี้ต้องใช้งบประมาณและเวลาในการปรับปรุง ซ่อมแซม และฟื้นฟูเป็นจำนวนมหาศาลทีเดียว
ในส่วนท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะนี้สามารถเปิดให้บริการแก่ประขาชนและนักท่องเที่ยวได้เกือบสมบูรณ์แล้ว แต่ในเรื่องของผลกระทบทางด้านธุรกิจท่องเที่ยวและการโรงแรมนั้น ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประมวลมูลค่าสำหรับการเยียวยา กู้วิกฤต และพลิกฟื้นความเชื่อมั่นไม่ต่ำกว่า 24,300 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินเยียวยานักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ตกค้างในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ 2,400 ล้านบาท หรืออาจจะทะลุเป้าเป็น 3,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดูแลนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ตกค้างในไทย 2,200 ล้านบาท จากจำนวนตกค้าง 350,000 คนใช้ห้องพักในโรงแรม 120,000 – 150,000 ห้อง และให้สามารถเบิกได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน – 9 ธันวาคม 2551 มีวงเงิน 100 ล้านบาท ที่จะดูแลนักท่องเที่ยวไทยที่ตกค้างในต่างประเทศผ่านบริษัททัวร์ ส่วนคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ผ่านบริษัททัวร์ กระทรวงการต่างประเทศมีวงเงินดูแล 100 ล้านบาท ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน คือ ค่าใช้จ่ายจริงสำหรับที่พักและอาหารไม่เกินวันละ 2,000 บาท/คน
นอกจากนี้มีวงเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว 20,000 ล้านบาท และให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เรียกความเชื่อมั่นสู่ไทย 1,900 ล้านบาท ซึ่งความเสียหายครั้งนี้คงส่งผลทำให้ธุรกิจโรงแรมซบเซาต่อเนื่องไปจนถึงหลังปีใหม่ ขณะนี้ทางโรงแรมมีอัตราการเข้าพักเป็นตัวเลขเดียวไม่ถึง 10 ห้อง โดยภาพรวมโรงแรมทั้งหมดมีอัตรการเข้าพัก 20% จากที่ควรจะเป็น 70 – 80% ด้านจังหวัดเชียงใหม่ มีอัตรการเข้าพัก 30 – 35% จากปกติ 85 – 90% และภูเก็ตมีอัตราการเข้าพัก 45 – 50% แทนที่จะเป็น 80 – 90%
หรือแม้แต่ธุรกิจส่งออกอื่นๆ เช่นการส่งออกดอกกล้วยไม้ ก็ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นมูลค่ามหาศาลเช่นกัน และที่เลวร้ายที่สุด คือ การสูญเสียลูกค้าที่ติดต่อกันยาวนาน เพราะกลายเป็นผู้ผิดสัญญาในการจัดส่งกล้วยไม้ให้ถึงมือตามเงื่อนไขเวลาที่ตกลงกันไว้ ทำให้ขณะนี้ต้องหาตลาดในประเทศไทยในการระบายสินค้าที่ค้างอยู้เพื่อให้ได้รายได้มาประทังธุรกิจไว้ก่อน
เห็นแล้วก็น่าหนักใจ ที่งบประมาณและความสูญเสียในครั้งนี้ น่าจะนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ให้เจริญก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี และนี่คงจะเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดอีกบทหนึ่งที่คนไทยต้องจดและจำ แล้วต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมาเป็นครั้งที่สองอีก
สุดท้ายเรื่องราวดีๆ ความรู้ที่น่าสนใจบนหน้าเว็บไซท์ TopScholar.org ของเรามีให้บริการท่านผู้อ่านอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ชวนคิดชวนอ่าน ที่นำบทความของนักเขียนหน้าใหม่มาถ่ายทอดแก่ผู้อ่าน หรือกระดานเสวนาข่าววิชาการเพื่อตั้งกระทู้ถามและตอบแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกัน หรือแม้แต่การแนะนำผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ใหม่ ฯลฯ และที่จะลืมไม่ได้เลยหากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะดีๆ ที่มีประโยชน์ด่อการพัฒนาเว็บไซท์ของเรารบกวนส่งคำแนะนำเหล่านั้นมาได้ที่ editor@topscholar.org ค่ะ สำหรับวันนี้หน้าที่ของผู้เขียนหมดลงแล้ว พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ภาพถ่าย: www.overclockzone.com
เศรษฐศาสตร์จุลภาค 1
ธันวาคม 8, 2008
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||



















