“ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย”
พฤศจิกายน 17, 2008
สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน Editor Talk สัปดาห์นี้กลับมาทำหน้าที่นกพิราบส่งสารแก่ท่านผู้อ่านเช่นเคยนะค่ะ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 นี้คงไม่มีเรื่องใดสำคัญเท่าเรื่อง “พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” อีกแล้ว เพราะการสูญเสียครั้งนี้ เรามิได้เพียงแค่สูญเสียเชื้อพระวงศ์ พระองค์หนึ่งเท่านั้น แต่เหล่าพสกนิกรชาวไทยได้สูญเสีย “ปูชนียบุคคล” พระองค์ผู้ซึ่งสร้างคุณานุประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะฉะนั้นการสูญเสียในครั้งนี้ควรค่าที่คนไทยทุกคนจะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และในหัวใจคนไทยมิรู้ลืม
เพื่อเป็นการแสดงความอาลัย และร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยให้แด่พระองค์ท่านเป็นวาระสุดท้าย Editor Talk จึงขอนำเสนอเรื่องราว “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” แก่ท่านผู้อ่านไปพร้อมๆ กันค่ะ
15 พฤศจิกายน 2551 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โปรดเกล้าฯ ให้เปลื้องพระลองทองใหญ่ เชิญพระโกศประดิษฐานที่พระยานมาศสามลำคาน ที่ประตูกำแพงแก้ว เสด็จฯ ตามไปส่งที่ลานพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
จากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จแทนพระองค์ตามพระโกศไปยังพลับพลายยกหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงทอดผ้าไตร 20 ไตร
ลำดับต่อไป สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ตามพระโกศ ขบวนกองทหาร ขบวนพระอิสริยยศ แห่เชิญพระโกศสู่ท้องสนามหลวง เวียนพระเมรุครบ 3 รอบ เชิญพระโกศสู่พระเมรุ
เวลา 16.30 น. พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จขึ้นพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ
16 พฤศจิกายน 2551 เป็นพิธิเก็บพระอัฐิ หลังจากนี้พระราชพิธีจะมีต่อไปอีกสามวันจนถึงวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2551
จากพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ผู้เขียนสังเกตเห็นคำว่า “พระเมรุ” และ “ทุ่งพระเมรุ” ซึ่งสร้างความสงสัยให้แก่ผู้เขียนว่าข้อเท็จจริงมีความเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีอย่างไร และผู้เขียนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านบางท่านคงสงสัยในเรื่องนี้เช่นกัน จึงเป็นความรู้เพิ่มเติมที่ผู้เขียนจะนำมาแบ่งปันสู่ท่านผู้อ่านกันค่ะ หนังสือ “พระเมรุทำไม? มาจากไหน?” ของบรรณาธิการ สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เล่าว่า “พระเมรุ” ย่อมาจากคำว่า “เขาพระเมรุ” ซึ่งเป็นยอดเขาที่ตั้งอยู่บนสวรรค์ เป็นแกนของจักรวาล เป็นที่ชุมนุมของเทวดา เชิงเขาพระเมรุเป็นป่าหิมพานต์
เขาพระเมรุสูง 84,000 โยชน์ จมลงไปในน้ำ 84,000 โยชน์ หนา 84,000 โยชน์ กลมรอบปริมณฑล 250,000 โยชน์ ด้านทิศตะวันออกเป็นบุพพวิเทหทวีป มีสีเป็นสีเงิน 63,000 โยชน์ ด้านทิศใต้เป็นชมพูทวีป ที่เราอาศัยอยู่ มีสีเป็นสีแก้วอินทนิล 63,000 โยชน์ ด้านทิศตะวันตกเป็นอมรโคยานทวีป มีสีเป็นสีแก้วผลึก 93,000 โยชน์ ด้านทิศเหนือเป็นอุตตรกุรุทวีป มีสีเป็นสีทอง 63,000 โยชน์ บนยอดเขาพระสุเมรุราชมีปราสาททองไพชยนต์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดาวดึงส์ กว้าง 10,000 โยชน์ (ที่กล่าวมาเป็นเฉพาะพื้นที่ภูเขาเท่านั้น)
งานพระเมรุ เผาศพเจ้านายกรุงศรีอยุธยา มีขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2172-2199) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างพระเมรุมาศบริเวณที่ว่างทางใต้พระวิหารมงคลบพิตรแล้วมีพระราชพิธีบริเวณ สนามหน้าจักรวรรดิ
สำหรับ “ทุ่งพระเมรุ” ก่อนที่จะมาเป็น “สนามหลวง” ในทุกวันนี้ สนามหลวง มีมาตั้งแต่แรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ตั้งอยู่ระหว่าง พระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับ พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพื้นที่โล่งเหมือน สนามหน้าจักรวรรดิของกรุงศรีอยุธยา ใช้เป็นที่สร้างพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ชั้นสูง คนทั่วไปจึงเรียกว่า “ทุ่งพระสุเมรุ” ถ้าไม่มีงานจะปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า
สมัยรัชกาลที่ 3 ไทยมีปัญหากับญวน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้มีการทำนาที่ท้องสนามหลวงเพื่อให้ญวนเห็นว่าเมืองไทยอุดมสมบูรณ์พร้อมที่จะทำสงครามกับญวนอย่างเต็มที่ แม้แต่ข้างวังก็ยังมีการทำนา
จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรังเกียจที่ราษฎร เรียกสนามหลวงว่า “ทุ่งพระเมรุ” จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีประกาศเรียกว่า “สนามหลวง” ตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้ (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, 15 พ.ย.2551)
เป็นอย่างไรบ้างค่ะ นับว่าเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์ และน่าสนใจมากทีเดียว แต่ความรู้และความน่าสนใจไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะเว็บไซท์ของเรา ได้นำสาระความรู้ทางวิชาการด้านต่างๆมาฝากกันด้วย เช่น กระดานเสวนาข่าววิชาการ เวทีเปิดความคิดแก่คนรุ่นใหม่ที่กล้าคิดกล้าแสดงออกอย่างถูกต้อง หรือคอลัมน์แนะนำหนังสือใหม่ที่เผยแพร่ผลงานวิชาการใหม่ๆในปัจจุบัน หรือแม้แต่ทำเนียบนักวิจัย ใครเป็นใคร คุณภาพแค่ไหน ต้องติดตามกันใน www.TopScholar.org ของเรานะค่ะ และจะลืมเสียมิได้เลย หากผู้อ่านมีคำติชมเว็บไซต์ของเราสามารถส่งมาที่ editor@topscholar.org สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
TopScholar’s Web Editor
ภาพถ่าย: http://www.focusingclub.net/photography-article/pramarumas/
Comments
แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น













